TOP 10 ความผิดพลาดทางการแพทย์ที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์

25 สิงหาคม 2557 | 306,580

TOP 10 ความผิดพลาดทางการแพทย์ที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์


 
TOP 10 ความผิดพลาดทางการแพทย์ที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์
 
 
 
 
 
1. การผ่ากลีบ (lobotomy) ทำคนไข้กลายสภาพเป็นซอมบี้
 
         ใช้รักษาจนถึงปี 1983 : ไม่เคยมีวิธีการรักษาใดที่สร้างความเสียหายแล้วจะได้รับการยอมรับมากเท่ากับวิธีรักษาของเอกาส โมนิช ผู้ได้รับรางวัลโนเบลในปี 1949 สำหรับการค้นพบวิธีรักษาคนไข้ด้วยการผ่ากลีบ
 
          ในสมัยนั้นแพทย์ยังคงเชื่อว่าการผ่ากลีบจะช่วยรักษาคนไข้ที่ป่วยทางจิตได้ แต่ในความเป็นจริงแล้ว คนไข้กลับได้รับบาดเจ็บอย่างแสนสาหัส
 
          ในปี 1935 โมนิช แพทย์ชาวโปรตุเกสค้นพบว่า เขาสามารถทำให้ผู้ป่วยจิตเวชสงบนิ่งและมีปฏิกิริยาตอบสนองได้มากกว่าเดิม ด้วยการตัดเส้นประสาทที่เชื่อมต่อไปยังสมองกลีบหน้า แพทย์ในสมัยนั้นเชื่อว่าวิธีรักษาดังกล่าวจะแยกสมองส่วนที่ควบคุมเหตุผลและส่วนที่ควบคุมอารมณ์ออกจากกัน วิธีการรักษาของโมนิชถูกนำไปใช้อย่างแพร่หลายทั่วโลก นอกจากนี้ยังมีแพทย์บางรายนำวิธีรักษานี้ไปปรับใหม่ จนสามารถรักษาให้เสร็จภายในเวลาเพียง 6 นาที โดยแพทย์จะเสียบเหล็กปลายแหลมเข้าไปในกระดูกเหนือเบ้าตาผ่านไปยังสมองกลีบหน้า แล้วขยับเครื่องมือขึ้นลงไปมาเพื่อตัดการเชื่อมต่อของเส้นประสาท
 
        มีคนไข้ได้รับการรักษาด้วยวิธีการผ่ากลีบอย่างน้อย 50,000 ราย หลังเข้ารับการรักษา คนไข้ส่วนใหญ่ใช้ชีวิตอย่างคนพิการที่มีปัญหาด้านอารมณ์ เนื่องจากเส้นประสาทที่เชื่อมต่อไปยังสมองกลีบหน้าซึ่งควบคุมด้านบุคลิกของเราถูกตัดขาด หากไม่กลายเป็นซอมบี้ในร่างไร้วิญญาณไปเสียก่อน หลายคนก็จะมีนิสัยเหมือนเด็ก หรือไม่ก็ป่วยเป็นโรคสมองเสื่อมไปเลย
 
2. หลีกเลี่ยงน้ำและสบู่ : สุขอนามัยที่ไม่ดีคร่าชีวิตคนไปนับล้าน
 
          ใช้รักษาจนถึงช่วงศตวรรณที่ 18 : ความคิดนี้มาจากแพทย์ยุโรปในช่วงศตวรรษที่ 16 ที่เชื่อกันว่า การอาบน้ำไม่ใช่สิ่งจำเป็นอะไร แถมยังอาจก่อให้เกิดโรคระบาดที่รุนแรงได้อีกด้วย
 
          "การอบไอน้ำและการอาบน้ำในโรงอาบน้ำเป็นสิ่งต้องห้าม เพราะเมื่อผิวนุ่มขึ้น รูขุมขนจะเปิดออก ทำให้ไอน้ำที่มีเชื้อโรคสามารถซึมซาบเข้าสู่ร่างกายได้อย่างรวดเร็วและเสียชีวิตลงในทันที" อองบรวส ปาเร แพทย์ประจำราชสำนักฝรั่งเศสกล่าวไว้เมื่อปี 1568
 
          ชาวยุโรปยังคงเข้าใจผิดเรื่องการหลีกเลี่ยงน้ำและสบู่ต่อมาอีกเกือบ 300ปี หากผ้าแห้งไม่สามารถขจัดครางสิ่งสกปรกให้หลุดออกจากผิวได้ วิธีสุดท้ายที่พวกเข้าจะทำก็คือใช้น้ำลูบผิวเบาๆ ซึ่งเป็นความคิดที่ผิดอย่างยิ่ง
 
          โรคระบาดติดต่อมายังมนุษย์ผ่านแผลที่เกิดจากเหากัด การขาดสุขอนามัยในสมัยนั้นทำให้เหายิ่งเจริญเติบโตได้ดี ต่อมาศตวรรษที่ 18 แพทย์จึงต่างพากันเปลี่ยนความคิดหลังจากที่ต้องสูญเสียชีวิตผู้คนไปหลายล้านคน
 
3. การผ่าเอาเลือดออก (blood-letting) : เสียเลือดจนตาย
 
           ใช้รักษาจนถึงช่วงศตวรรษที่ 20 : หมอสมัยนั้นเชื่อว่า สาเหตุของโรคต่างๆ นั้นเกิดจากความไม่สมดุลของเลือด สารคัดหลั่ง น้ำดีเหลือง และน้ำดีดำ การผ่าเอาเลือดออกจะช่วยลดความไม่สมดุลของของเหลวในร่างกาย แต่วิธีรักษานี้มักก่อให้เกิดอันตรายถึงชีวิต
 
            หนึ่งในคนที่ตกเป็นเหยื่อของการรักษานี้ก็คือ จอร์จ วอชิงตัน ประธานาธิบดีคนแรกแห่งสหรัฐอเมริกา ซึ่งเข้ารับการรักษาอาการเจ็บคอด้วยวิธีผ่าเอาเลือดออกเมื่อปี 1799 หน้าที่สำคัญที่สุดของเลือดก็คือการขนถ่ายออกซิเจนและสารอาหารที่จำเป็นไปยังเซลล์ที่อยู่ในร่างกาย เมื่อหมอเจาะเอาเลือดออกประมาณ 3.75 ลิตร หรือร้อยละ 80 ของเลือดทั้งหมดออกจากร่างกายประธานาธิบดีจอร์จ วอชิงตัน อาการของเขาจึงทรุดหนักลงและเสียชีวิตในวันเดียวกันนั้นเอง
 
4. ปรอท ทำให้สมองได้รับความเสียหายอย่างหนัก
 
             ใช้รักษาจนถึงช่วงศตวรรษที่ 20 : ตลอดหลายพันปีที่ผ่านมา แพทย์ฝีมือดีหลายคนเชื่อว่า ปรอทมีสรรพคุณในการรักษาโรคได้เกือบทุกนิด แม้แต่จิ๋นซีฮ่องเต้หรือจักรพรรดิ์อิ๋งเจิ้นของจีน (259-210 ปีก่อนคริสต์ศักราช) ก็ยังเสวยปรอทตลอดพระชนม์ชีพของพระองค์ แม้ว่ามันจะทำให้พระชิวหา (ลิ้น) บวมและพระทันตมังสา (เหงือก) อักเสบก็ตาม แต่ในปัจจุบัน แพทย์ต่างรู้ดีว่า ปรอทมีฤทธิ์ทำลายระบบการทำงานของสมอง ทำให้เกิดอาการเจ็บหน้าอก ระบบย่อยมีปัญหา หายใจลำบาก อีกทั้งยังมีผลข้างเคียง เช่น อาการซึมเศร้า และวิตกกังวล
 
5. การเจาะกะโหลก (trepanning) เจาะรูกระโหลกศีรษะ
 
             ใช้รักษาจนถึงปัจจุบันนี้ : ตั้งแต่ยุคหินมาจนถึงยุคกลาง ศัลยแพทย์พยายามรักษาโรคต่างๆ อย่างเช่นไมเกรน ด้วยวิธีการเจาะรูกะโหลกศีรษะ เพราะเชื่อว่าจะช่วยเอาวิญญาณอันชั่วร้ายออกจากศีรษะได้
 
              การรักษาด้วยวิธีนี้ก่อให้เกิดความเจ็บปวดและมีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อสูง แต่จากการศึกษาซากศพที่ถูกฝังกลบพบว่ามีอัตราการรอดชีวิตสูงอย่างไม่น่าเชื่อ ปัจจุบันยังคงมีการใช้วิธีเจาะกะโหลกศีรษะเพื่อรักษาโรคเลือดออกในสมองอยู่
 
6. เฮโรอีน : ยาแก้ไอผสมสารเสพติด
 
            ใช้รักษาจนถึงปี 1910 : ในปี 1898 ไบเออร์ บริษัทผู้ผลิตยาในประเทศเยอรมนีเริ่มจำหน่ายเฮโรอีนเพื่อใช้รักษาอาการไอและวัณโรค โดยนักเคมีของบริษัทเชื่อว่า ยาตัวใหม่นี้จะไม่ทำให้คนไข้เสพติดยา
 
7. ยาสูบ : บุหรี่เพื่อสุขภาพ
 
           ใช้รักษาจนถึงปี 1926 : ต้นยาสูบจากอเมริกาถูกนำเข้ามาสู่ทวีปยุโรป แพทย์รู้สึกพึงพอใจกับสรรพคุณในการรักษาโรคของสารนิโคตินเป็นอย่างมาก แต่ในปัจจุบันกลับพบว่า ยาสูบเป็นสาเหตุของการเกิดโรคมะเร็งที่พบบ่อยที่สุด
 
8. บำบัดคนรักเพศเดียวกัน : เกย์ถูกรักษาด้วยวิธีช็อตไฟฟ้า
 
           ใช้รักษาจนถึงปี 1992 : เกือบตลอดช่วงศตวรรษที่ 20 ข้อมูลทางการแพทย์ทั้งหมดระบุว่าการรักเพศเดียวกันเป็นอาการป่วยทางจิตที่รักษาให้หายขาดได้ แพทย์จึงหาทุกวิถีทางในการรักษากลุ่มคนรักเพศเดียวกัน ตั้งแต่การรักษาด้วยฮอร์โมนไปจนถึงการสะกดจิตและการช็อตไฟฟ้า
 
9. มอร์ฟีน ทำให้เด็กๆติดยา
 
           ใช้รักษาจนถึงช่วงทศวรรษ 1930 : "Mrs. Winslow's Soothing Syrup" เป็นชื่อยี่ห้อยาที่ใช้ป้อนแก่เด็กๆที่อยู่ไม่สุขในช่วงประมาณปี 1900 ตัวยามีมอร์ฟีนผสมอยู่ในปริมาณมาก จึงทำให้เด็กๆมีอาการติดยาและเสียชีวิตในที่สุด
 
10.สำเร็จความใคร่ด้วยตัวเอง : การถึงจุดสุดยอดช่วยรักษาโรคฮิสทีเรีย
 
           ใช้รักษาจนถึงปี 1980 : ประมาณปี 1900 ผู้หญิงหลายคนป่วยเป็นโรค "ฮิสทีเรีย" แพทย์จึงแนะนำให้ใช้เครื่องสั่นจุดซ่อนเร้นเพื่อให้ถึงจุดสุดยอด อย่างไรก็ตามการรักษานี้เห็นผลแค่ในระยะสั้นเท่านั้น และจำเป็นจะต้องทำซ้ำทุก 2-3 สัปดาห์
 
 

 
ข้อมูลจากหนังสือ SCIENCE ILLUSTRATED ฉบับ November No. 29/2013 
facebook : SCIENCEILLUSTRATEDThailand
Instagram : science_illustrated_thailand
Youtube : http://www.youtube.com/channel/UCom909NRzFxS6RLgawU8z_g
Website : http://www.scienceillustratedthailand.com
 
 
 
 

25 สิงหาคม 2557 | 306,580 views