วิธีรักษาสุดพิลึก

20 สิงหาคม 2557 | 53,800

วิธีรักษาสุดพิลึก


วิธีรักษาสุดพิลึก
 
            ผู้ป่วยที่มีอาการดวงตาติดเชื้อได้รับการรักษาด้วยการฉายกัมมันตภาพรังสีเข้าไปในลูกตา ส่วนผู้ป่วยที่มีปัญหาหย่อนสมรรถภาพทางเพศก็เข้ารับการบำบัดด้วยสายรัดที่ปล่อยไฟฟ้ากระแสสลับเพื่อช่วยกล่อมประสาท บรรดาคุณหมอไฟแรงในยุคนั้นต่างตื่นเต้นที่จะได้ใช้สิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆเหล่านี้กันยกใหญ่
 
           ทั่วโลกต่างตื่นเต้นเมื่อได้รู้จักกับระบบจ่ายกระแสไฟฟ้าที่โทมัส เอดิสันคิดค้นขึ้นมาในปี 1881 ดูเหมือนว่ากระแสไฟฟ้าสามารถนำมาใช้ได้กับทุกอย่าง ไม่เว้นแม้แต่ในทางการแพทย์ เริ่มจากจิตแพทย์ซึ่งรักษาผู้ป่วยหญิงที่เป็นโรคฮิสทีเรียด้วยการใช้ไวเบรเตอร์ หรือเครื่องสั่นไฟฟ้าถูไถไปตามของสงวนของพวกเธอ ตามมาด้วย “สายรัดไฟฟ้ากระแสสลับกล่อมประสาท” ที่ทำให้เจ้าน้องชายของคุณสุภาพบุรุษใช้งานได้อีกครั้งในปี 1902 
 
วิธีรักษาสุดพิลึก
 
         แม้อุปกรณ์ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องหลอกลวง แต่มันก็ยังไม่ทำอันตรายเท่าใดนัก ผิดกับการค้นพบทางวิทยาศาสตร์อื่นๆ ซึ่งดูเหมือนว่าวงการแพทย์จะรู้สึกยินดีปรีดาที่ได้ใช้มันต่อสู้กับโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ นานา ในปี 1939 มีการทดลองที่พิสูจน์ให้เห็นว่า ดีดีที (DDT) ซึ่งเป็นสารที่มีฤทธิ์ทำลายระบบประสาท สามารถกำจัดยุงและแมลงปรสิตจำพวกเห็บและเหาได้อยู่หมัด จากนั้นผงดีดีทีก็ถูกฉีดพ่นลงบนทุกสิ่งทุกอย่างตั้งแต่เด็กน้อยไปจนถึงผู้ต้องขังที่ได้รับอิสระจากค่ายกักกันของนาซี และเมื่อมีการค้นพบสารแอลเอสดี (LSD) โดยนักเคมีชาวสวิส บรรดาจิตแพทย์ก็เริ่มสั่งยาหลอนประสาทตัวนี้ให้กับคนไข้เพื่อรักษาโรคพิษสุราเรื้อรัง บำบัดพฤติกรรมอาชญากร รวมถึงโรคจิตเภท
 

กระตุ้นใบหน้าคนไข้ด้วยไฟฟ้า
 

            ด้วยความก้าวหน้าทางวิทยาการแขนงต่างๆ ซึ่งรวมถึงการพัฒนาแบตเตอรี่ของโวลตา (Volta) แพทย์จึงนำกระแสไฟฟ้ามาเป็นทางเลือกหนึ่งในการรักษาโรค หนึ่งในผู้บุกเบิก ก็คือกีโยม ดูแชน นักประสาทวิทยาชาวฝรั่งเศสผู้คร่ำหวอดอยู่กับการทดลองนำลวดไฟฟ้าไปแตะตามกล้ามเนื้อบนใบหน้าของผู้ป่วยเป็นเวลาร่วม 20 ปี ตั้งแต่ปี 1835 กระแสไฟฟ้ากระตุ้นเส้นใยประสาทส่งผลให้กล้ามเนื้อหดและคลายตัวเป็นจังหวะทำให้ผู้ป่วยไม่สามารถควบคุมกล้ามเนื้อบนใบหน้าของตนเองได้ จนใบหน้าบู้บี้ไม่เหลือเค้าเดิม ในตอนนั้นดูแชนเชื่อเหลือเกินว่าการชักกระตุกของกล้ามเนื้อจะเผยลักษณะเฉพาะที่แท้จริงของผู้ป่วยออกมาและจะทำให้ทราบว่าเกิดอะไรผิดปกติกับพวกเขาบ้าง
 
 
 
 
ผู้ป่วยโปลิโอกับบั้นปลายชีวิตในโลงเหล็ก
 
        เมื่อแพทย์หายารักษาโรคร้ายอย่างโปลิโอไม่ได้ พวกเขาจึงหันไปปรึกษานักประดิษฐ์และวิศวกรแทน ทุกครั้งที่โปลิโอเกิดการระบาดอย่างหนัก แพทย์ต่างไม่สามารถหาทางป้องกันหรือรักษาได้เลย ในปี 1916 โรคร้ายคร่าชีวิตผู้คนในสหรัฐอเมริกาไปถึง 6,000 ศพ และอีก 27,000 ชีวิตกลายเป็นอัมพาต เหยื่อของโรคโปลิโอส่วนใหญ่มักเป็นเด็ก โรคจะเข้าไปทำลายระบบประสาทส่วนกลางจนเป็นอัมพาตผู้ป่วยมักตายจากการขาดออกซิเจนเมื่อกล้ามเนื้อปอดอยู่ในภาวะล้มเหลว แพทย์ช่วยได้เพียงแนะนำเรื่องสุขอนามัยและแยกผู้ป่วยออกจากผู้อื่น ในขณะที่ผู้ป่วยค่อยๆล้มตายราวกับใบไม้ร่วง จนกระทั่งในปี 1927 ฟิลิป ดริงเกอร์วิศวกรชาวอเมริกัน ประดิษฐ์เครื่องช่วยหายใจขนาดเท่าตัวคนเครื่องแรกของโลก ซึ่งได้รับฉายาว่า “ปอดเหล็ก” ขึ้นมา แพทย์นำเจ้าปอดเหล็กมาใช้งานในทันที โดยเด็กหญิงวัย
8 ขวบเป็นผู้ป่วยคนแรกที่เข้าไปอยู่ในเครื่องช่วยหายใจนี้ ในปี 1928 กุมารแพทย์ตัดสินใจทดลองใช้เครื่องมือนี้กับเธอ ขณะที่เธอกำลังนอนเป็นเจ้าหญิงนิทราเนื่องจากภาวะอัมพาต จนทำให้ปอดไม่ทำงาน หลังจากนั้นไม่กี่วินาทีเธอก็กลับมาหายใจและฟื้นคืนสติอีกครั้ง ในไม่ช้าเครื่องมือนี้ก็ดังไปทั่วโลกแม้ว่ามันไม่ได้รักษาโรคโปลิโอโดยตรง แต่ก็ช่วยให้ผู้ป่วยหายใจได้เหมือนเดิมและต่อชีวิตพวกเขาไปได้อีกนาน
 
            แม้จะต่อชีวิตได้ แต่ผู้ป่วยโปลิโอต้องใช้ชีวิตที่เหลือ ภายในนั้นโดยไม่มีความหวังว่าจะหาย บางคนอาจต้องทุกข์ทรมานจากอาการปอดบวมขั้นรุนแรง จนหมดหนทางที่จะมีชีวิตรอด โรเบิร์ต ไอเบน คุณหมอชื่อดังถึงกับกล่าวว่า “คนไข้หลายคนต่างทราบดีว่าปอดเหล็กไม่ต่างอะไรจากมัจจุราช และหลายคนก็เปรียบมันว่าเป็นโลงศพดีๆ นี่เอง” ผู้ป่วยโปลิโอจำนวนหนึ่งต้องใช้บั้นปลายชีวิตที่เหลืออยู่ ภายในปอดเหล็กนี้ หนึ่งในนั้นก็คือมาร์ธา แอนน์ เมสัน ผู้ใช้ชีวิตอยู่ในปอดเหล็กนานกว่า 60 ปี ก่อนที่จะเสียชีวิต
 
           เมื่อปี 2009 โชคดีที่ในปี 1955 โจนาส ซอล์ก นักวิทยาไวรัส พัฒนาวัคซีนป้องกันโรคโปลิโอได้สำเร็จ ข่าวนี้สร้างความยินดีไปทั่วโลก ทุกวันนี้โรคโปลิโอถูกกำจัดไปเกือบหมดแล้ว แม้มีการพบผู้ป่วยโรคนี้บ้างนานๆ ครั้ง
 

ผู้ป่วยโปลิโอใช้ชีวิตที่เหลือในปอดเหล็ก
 

        บั้นปลายชีวิตในโลงเหล็กคือราคาค่างวดที่ผู้ป่วยโปลิโอต้องจ่าย เพื่อต่อลมหายใจของพวกเขาจวบจนวาระสุดท้ายของชีวิต
 
        ก่อนที่วัคซีนป้องกันโรคจะได้รับการพัฒนาขึ้นมาในปี 1955 ไม่มีวิธีเยียวยาใดๆ ทางการแพทย์ที่จะยื้อชีวิตผู้ป่วย โรคโปลิโอเอาไว้ได้ โรคร้ายนี้ทำให้กล้ามเนื้อบริเวณท้องและอกที่เกี่ยวข้องกับการหายใจหยุดทำงาน หากผู้ป่วยโชคร้ายก็จะต้องจบชีวิตลงด้วยภาวะขาดออกซิเจน บางรายอาจตายเพราะปอดบวม เนื่องจากไม่สามารถกลืนอาหารลงไปได้
 
       มีการค้นพบที่น่าตื่นเต้นในปี 1927 เมื่อวิศวกร ฟิลิป ดริงเกอร์สร้าง เครื่องช่วยหายใจ ซึ่งต่อชีวิตผู้ป่วยที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ให้กลับมาหายใจด้วยตัวเองได้อีกครั้ง อุปกรณ์นี้มีชื่อเล่นๆ ว่า “ปอดเหล็ก” ผู้ป่วยต้องนำร่างของตนบรรจุเข้าไปในกล่องโลหะที่มีการปรับความดันให้เพิ่มขึ้นและลดลงสลับกันไปมา วิธีนี้ช่วยให้ช่องอกของผู้ป่วยขยับตัวขึ้นลงและกลับมาหายใจได้อีกครั้ง ผู้ป่วยต้องใช้ชีวิตภายในกล่องนี้นานนับปีโดยไม่สามารถขยับตัวไปไหนได้ แม้ว่าโปลิโอจะทำให้กระดูกสันหลังและก้านสมองกลายเป็นอัมพาต แต่ผู้ป่วยก็ยังคงมีความรู้สึก มองเห็น ได้ยินเสียง และได้กลิ่นต่างๆ บางรายจะมีกระจกเงาไว้สำหรับมองดูสิ่งต่างๆรอบตัว

 

 

วิธีรักษาสุดพิลึก
 

 
แอลเอสดีรักษาพิษสุราเรื้อรัง
 
            นอกเหนือจากเครื่องจักรกลและอุปกรณ์ไฟฟ้าแล้ว สารเคมีที่มีสมบัติน่าสงสัยก็ถูกนำมาใช้ในการรักษา เพราะหลงเชื่อว่ามันคือยาวิเศษ ดังเช่นยาที่มีสารหนูเป็นองค์ประกอบถูกนำมาใช้ในการรักษาโรคง่วงหลับ (african sleeping sickness)โดยหารู้ไม่ว่าสารหนูนั้นสามารถทำลายหลอดเลือดและทำให้เกิดแผลในกระเพาะอาหารอย่างรุนแรง จนบางรายถึงกับอาเจียนออกมา กรณีที่เลวร้ายที่สุดอาจทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตเนื่องจากระบบไหลเวียนโลหิตล้มเหลว การทดลองในปี 1905 ยืนยันว่าการให้ยาอะโทซิล (atoxyl) ซึ่งมีสารหนูเป็นองค์ประกอบคราวละมากๆ สามารถรักษาโรคง่วงหลับในสัตว์ทดลองได้ ปีถัดมาแพทย์จากประเทศแถบตะวันตกทดลองใช้ยาอะโทซิลกับผู้ป่วยในแอฟริกาตะวันออกและพบว่าเกิดผลข้างเคียงที่เป็นอันตราย โดยอะโทซิลจะเข้าไปทำลายหลอดเลือดในประสาทตา ส่งผลให้ผู้ป่วย 23 รายในจำนวน 1,633 ราย ที่เข้ารับการรักษากลายเป็นคนตาบอด
บริษัทผลิตยาจากเยอรมนีอย่างไบเออร์ก็เคยขายเฮโรอีนเพื่อใช้เป็นยาแก้ไอมาแล้ว โดยเริ่มจำหน่ายตั้งแต่ปี 1898 ยานี้ถูกใช้ในการรักษาผู้ป่วยเด็กที่เป็นหวัดนอกจากนี้ไบเออร์ยังเสนอขายเฮโรอีนเพื่อใช้บำบัดอาการเสพติดมอร์ฟีน โดยไม่รู้ว่าตัวมันเองก็เป็นสารเสพติดด้วย จนกระทั่งในปี 1910 วัยรุ่นชาวอเมริกันลองแกะเม็ดยาเฮโรอีนออกมาสูดดมแล้วเกิดอาการมึนเมา เป็นเหตุให้เฮโรอีนถูกถอดออกจากตลาดตั้งแต่นั้นมา
 
              ยังมีผลิตภัณฑ์ชนิดอื่นที่เรารู้จักในตอนนี้ว่ามันคือยาเสพติด ทั้งๆ ที่ในตอนแรกถูกคิดค้นขึ้นมาเพื่อใช้เป็นยารักษาโรค เมื่อปี 1943 แอลเอสดีเป็นที่รู้จักครั้งแรกในโลกเมื่อเศษผงของมันซึมเข้าสู่ผิวของอัลเบิร์ต ฮอฟแมนนักเคมีชาวสวิส เขาเชื่อว่าแอลเอสดีเป็นประโยชน์ต่อการบำบัดผู้ป่วยทางจิตเวทและส่งตัวอย่างแอลเอสดีไปให้กับจิตแพทย์ทั่วโลกโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด
 
              ในปีต่อๆ มา แอลเอสดีถูกใช้ในการรักษาโรคจิตเภทบำบัดอาชญากรและผู้ป่วยพิษสุราเรื้อรัง แพทย์ต่างเชื่อว่าแอลเอสดีทำให้ผู้ป่วยตระหนักรู้ตัวตนได้ดีขึ้น ด้วยการปลดปล่อยสิ่งที่เก็บกดอยู่ในจิตไร้สำนึกออกมา จนกระทั่งช่วงทศวรรษ 1960 มีการประกาศว่า ไม่สมควรนำแอลเอสดีมาใช้เป็นยารักษาโรคอีกต่อไป เพราะมันอาจกระตุ้นให้เกิดอาการทางจิตได้ ทุกวันนี้มันถูกยกเลิกอย่างเป็นทางการจากตำรับยาที่จิตแพทย์ใช้ในการรักษาผู้ป่วย
 
 
เมื่อเด็กๆ ถูกฉีดพ่นด้วยสารพิษ
 
             ช่วงทศวรรษเดียวกับที่ฮอฟแมนทำการทดลองเรื่องแอลเอสดีแพทย์เริ่มหันมาใช้สารเคมีตัวอื่นๆ ที่ไม่น่าไว้วางใจพอกัน พอล เอช. มึลเลอร์ นักเคมีผู้ศึกษาการทดลองในสัตว์พบว่า ดีดีทีทำลายและกดระบบประสาทของแมลงต่างๆ รวมถึงพวกแมลงปีกแข็งได้ ต่อมาดีดีทีก็ถูกนำมาใช้กำจัดยุง และแมลงปรสิตที่เป็นพาหะนำโรคมาสู่คนเพื่อต่อสู้กับโรคมาลาเรียและไข้ไทฟอยด์ สารที่เป็นพิษต่อระบบประสาทนี้กลายเป็นที่นิยมในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 และใช้งานได้เป็นอย่างดีในดินแดนแถบแปซิฟิก ก่อนหน้านี้กองทัพอเมริกาสูญเสียกำลังพลให้กับเชื้อมาลาเรียมากกว่าการทำสงครามกับกองทัพญี่ปุ่นเสียอีก และด้วยคำอนุญาตของแพทย์ทหารอเมริกันก็ฉีดพ่นผงดีดีทีสีขาวไปยังนักโทษทุกเพศทุกวัยที่ติดเหาซึ่งเพิ่งได้รับการปล่อยตัวออกมาจากค่ายกักกันของนาซีด้วย
 
            หลังสงครามสิ้นสุดลง สหรัฐฯ เริ่มดำเนินการกำจัดมาลาเรียทางตอนใต้ของประเทศ ดีดีทีหลายตันถูกฉีดพ่นไปตามกำแพงบ้านเรือน แม้แต่เด็กและผู้ใหญ่ก็ได้รับการฉีดพ่นผงเคมีนี้ตามตัวด้วย ดีดีทีนั้นใช้ได้ผลมากทีเดียว โดยตั้งแต่ปี 1946-1952 จำนวนผู้ป่วยที่ติดเชื้อมาลาเรีย ในสหรัฐอเมริกาลดลงจาก 1-6 ล้านรายต่อปี เหลือเพียงแค่ 2 รายเท่านั้น องค์การอนามัยโลกจึงแนะนำให้ยุโรปและเอเชียหันมาใช้ดีดีทีด้วย ผลจากการวิจัยเกี่ยวกับดีดีทีของพอล เอช. มึลเลอร์ ทำให้เขาได้รับรางวัลโนเบลในปี 1948 คำตัดสินของคณะกรรมการระบุว่า “ดีดีทีทำหน้าที่เป็นยาได้อย่างไม่มีข้อกังขา และเป็นที่ประจักษ์ว่ามันช่วยชีวิตประชาชนหลายแสนคนเอาไว้เรียบร้อยแล้ว” อย่างไรก็ดีสารพิษนี้ก็มีข้อเสียอยู่ด้วย งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียแสดงให้เห็นว่า หญิงที่สัมผัสกับดีดีทีมีความเสี่ยงเป็นมะเร็งเต้านมมากกว่าคนปกติถึง 5 เท่าในขณะที่ตัวอ่อนทารกเพศชายก็มีพัฒนาการของอัณฑะที่ผิดเพี้ยนไป เมื่อมารดาได้รับการฉีดพ่นดีดีทีขณะตั้งครรภ์การถกเถียงในประเด็นความเป็นพิษต่อระบบประสาททำให้ประเทศแถบตะวันตกส่วนใหญ่ไม่อนุญาตให้ใช้ดีดีที นับตั้งแต่ทศวรรษ 1980 แต่สำหรับประเทศกำลังพัฒนาบางประเทศก็ยังคงใช้มันต่อสู้กับโรคมาลาเรียอยู่
 

กำจัดเหาด้วยสารพิษที่ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาท
 

             ในปี 1939 พอล เอช. มึลเลอร์ นักเคมีชาวสวิสค้นพบว่า ดีดีทีทำหน้าที่เป็นยาฆ่าแมลงได้อย่างดีเยี่ยม สารพิษนี้ถูกขนานนามว่ายาวิเศษสำหรับต่อสู้กับมาลาเรียและไข้ไทฟอยด์ซึ่งมียุงและแมลงปรสิตเป็นพาหะนำโรค ดีดีทีเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายในช่วงปลายของสงครามโลกครั้งที่ 2 ในตอนนั้นไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ต่างก็ใช้สารพิษที่เป็นอันตรายต่อระบบประสาทตัวนี้ในการกำจัดเหา เพราะมันเป็นสารเคมีประจำบ้านที่เอาไว้รับมือโรคมาลาเรีย ดีดีทีเข้าไปสะสมในเนื้อเยื่อไขมัน และส่งผลกระทบไปยังพัฒนาการของตัวอ่อนในครรภ์ ดีดีทีจัดเป็นสารเอสโทรเจนิก ซึ่งมีคุณสมบัติคล้ายกับเอสโทรเจนและเทสโทสเตอโรนอันเป็นฮอร์โมนเพศ มันจะเข้าไปขัดขวางพัฒนาการทางเพศและภาวะเจริญพันธุ์ของทารก เอสโทรเจนสามารถแพร่ผ่านชั้นรกไปยังตัวอ่อนในช่วงสัปดาห์ที่ 5-6 ของอายุครรภ์ ซึ่งเป็นช่วงที่มีความเสี่ยงสูงสุดในขณะที่ต่อมเพศกำลังเจริญเติบโต ดีดีทีอาจทำให้อัณฑะมีพัฒนาการช้าลงหรือผิดรูปร่างด้วยการเข้าไปขัดขวางการสื่อสารระหว่างต่อมใต้สมองและเซลล์พี่เลี้ยงของเซลล์อสุจิในอัณฑะ (sertoli cell) ทารกเพศหญิงก็ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน เพียงแต่พวกเธอสามารถต้านฤทธิ์ของเอสโทรเจนได้ดีกว่า

 

 
 
วิธีรักษาสุดพิลึก
 
ฤทธิ์ยาหยุดพัฒนาการของตัวอ่อน
 
              วงการเคมีเองก็มีกรณีอื้อฉาวทางการแพทย์ครั้งสำคัญเช่นกัน เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นในปี 1957 เมื่อกรือเนนทัล (Grünenthal) บริษัทผลิตยาจากเยอรมันตะวันตกส่งยาคลายเครียดและยานอนหลับออกสู่ท้องตลาด กรือเนนทัลอ้างว่าฤทธิ์ยานั้นอ่อนมาก แม้แต่เด็กก็กินได้โดยไม่เป็นอันตราย ยาขนานนี้ซื้อหาได้ทั่วไปในเยอรมันตะวันตกโดยไม่ต้องได้รับใบสั่งยาหรือคำแนะนำใดๆ จากแพทย์ เมื่อหญิงตั้งครรภ์พบว่ายาเม็ดคอนเทอร์กัน (Contergan) นี้ ช่วยแก้อาการแพ้ท้องได้ชะงัด ยาตัวนี้จึงมียอดขายถล่มทลายตัวยาสำคัญในยาเม็ดยี่ห้อนี้มีชื่อทางเคมีว่า ทาลิโดไมด์ (thalidomide) ซึ่งภายหลังได้รับการพิสูจน์ว่ามีผลข้างเคียง เป็นอันตรายถึงชีวิต ทารกในเยอรมันตะวันตก 5,000-7,000 รายต้องเกิดมาพร้อมกับแขนขาไม่สมประกอบ หรือบางครั้งถึงกับหดหายไป ร้อยละ 40 ของทารกกลุ่มนี้มีชีวิตอยู่ได้ไม่ถึงหนึ่งปีด้วยซ้ำ ในประเทศอื่นๆ ก็เช่นเดียวกัน แม่ที่มีประวัติใช้ยาทาลิโดไมด์ให้กำเนิดทารก 10,000-15,000 ราย ซึ่งคลอดออกมาโดยไม่มีแขนขา วิลเลียม แมคไบรด์ สูตินรีแพทย์ชาวออสเตรเลีย และวีดูคินด์ เลนซ์ กุมารแพทย์ ชาวเยอรมันเป็นบุคคลแรกๆ ที่เริ่มสงสัยในผลข้างเคียงของทาลิโดไมด์ตั้งแต่ปี 1961 หลังจากนั้นมาแพทย์ก็ค้นพบว่า ร้อยละ 50 ของแม่ที่มีลูกพิการแต่กำเนิดมีการใช้ยาทาลิโดไมด์ในช่วง 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ยาชนิดนี้จึงถูกห้ามจำหน่ายตั้งแต่นั้นมา
 
 

รักษาโรคง่วงหลับด้วยสารหนู
 

            โรคง่วงหลับซึ่งมีแมลงวันเซตซี(tsetse fly) เป็นพาหะทำอันตรายต่อระบบประสาทส่วนกลางและทำให้สมองติดเชื้ออย่างรุนแรงได้ในช่วงต้นทศวรรษ 1900 แพทย์พยายามใช้ยาอะโทซิลละลายน้ำและฉีดเข้าสู่ร่างกายผู้ป่วยเพื่อต่อสู้กับโรคนี้ เพราะมันคร่าชีวิตผู้คนในประเทศยูกันดาไปถึง250,000 รายด้วยกัน แต่อะโทซิลนั้นมีสารหนูเป็นส่วนประกอบหากรับประทานเข้าไปในปริมาณมากอาจทำให้ระบบไหลเวียนโลหิตทำงานล้มเหลวและเป็นอันตรายถึงชีวิต นอกจากนี้สารหนูยังทำลายหลอดเลือดบริเวณประสาทตาทำให้ผู้ป่วยหลายรายต้องตาบอดภายหลังได้รับการรักษา

 

 
สายตาเสียเพราะกัมมันตภาพรังสี
 
           นอกเหนือจากสารเคมีและสารพิษต่างๆ กระเป๋าเครื่องมือของแพทย์ยังแอบซ่อนสารกัมมันตรังสีที่มีอันตรายเอาไว้ด้วย หลังจากที่นักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมันค้นพบปฏิกิริยาการแบ่งแยกของนิวเคลียส (nuclear fission) ในปี 1938 แพทย์ก็เริ่มนำประดิษฐกรรมใหม่นี้มาใช้ด้วยกัมมันตภาพรังสีถูกนำมาใช้เพื่อรักษาโรคตาในช่วงทศวรรษที่ 1940 รังสีบีตาจากสตรอนเชียม-90 ซึ่งเป็นธาตุกัมมันตรังสีถูกฉายเข้าไปยังดวงตาของผู้ป่วยที่มีอาการต่างๆ ตั้งแต่การติดเชื้อที่ดวงตาไปจนถึงตาดำอักเสบขั้นต้น การรักษาด้วยวิธีนี้ประสบความสำเร็จเพียงร้อยละ 50 เท่านั้น และแถมท้ายมาด้วยผลข้างเคียงที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าค่อนข้างอันตราย ผู้ป่วยหลายรายต้องสูญเสียการมองเห็นเมื่อเข้ารับการรักษา และกรณีเลวร้ายที่สุดอาจถึงขั้นกลายเป็นมะเร็งกระดูก แม้บางครั้งอาจดูเหมือนว่าแพทย์กระตือรือร้นเป็นพิเศษที่จะใช้วิธีการรักษาใหม่ๆ แต่วิธีการรักษาพิลึกพิลั่นพวกนี้ก็นำมาซึ่งการค้นพบทางวิทยาศาสตร์การแพทย์มากมาย ครั้งหนึ่งกีโยม ดูแชน นักประสาทวิทยาชาวฝรั่งเศสเคยให้ความสนใจกับข้อสงสัยที่ว่า ไฟฟ้าสามารถบำบัดโรคได้หรือไม่ ในปี 1835 เขาทดลองปล่อยกระแสไฟฟ้ากระตุ้นไปที่ใบหน้าของผู้ป่วย จนทำให้ใบหน้าบูดเบี้ยวเหนือการควบคุม ผลที่ได้ตรงกันข้ามกับที่คาดการณ์ไว้ เพราะการรักษาด้วยวิธีนี้ไม่สามารถช่วยอะไรคนไข้ได้เลย แต่ปัจจุบัน ผลการทดลองของนักประสาทวิทยาชาวฝรั่งเศสผู้นี้ถูกนำมาสร้างเป็นแผนที่กล้ามเนื้อบนใบหน้าและพิสูจน์ได้ว่าเส้นประสาทและกล้ามเนื้อของเรามีการตอบสนองต่อการกระตุ้นด้วยกระแสไฟฟ้า
 

กัมมันตภาพรังสีรักษาตาอักเสบ
 

             ช่วงทศวรรษ 1950 แพทย์ลองใช้รังสีจากสตรอนเชียม-90 ซึ่งเป็นธาตุกัมมันตรังสีในการรักษาอาการติดเชื้อที่ดวงตาและแผลที่กระจกตาแต่การรักษาด้วยวิธีนี้กลับทำให้ผู้ป่วยตาบอดได้ง่ายๆ และบางรายถึงขั้นกลายเป็นมะเร็งเนื่องจากสตรอนเชียม-90 มีสมบัติบางประการคล้ายกับแคลเซียมมันจึงเข้าไปสะสมในกระดูกและส่วนอื่นๆ ของร่างกายที่มีแคลเซียมหรือหินปูนเป็นองค์ประกอบ ซึ่งในระยะยาวสามารถพัฒนากลายไปเป็นมะเร็งกระดูกได้ เมื่อผู้ป่วยเข้ารับการรักษาด้วยรังสีจากสตรอนเชียม-90 ร้อยละ 70-80 ของรังสีจะทะลุผ่านร่างกาย อีกร้อยละ 20-30 จะเข้าไปสะสมในกระดูก ส่วนอีกร้อยละ 1จะกระจายไปตามเนื้อเยื่อและเส้นเลือดและถูกกำจัดในลำดับต่อมา
 
          ค่าครึ่งชีวิต (หรือเวลาที่สารกัมมันตรังสีใช้ในการสลายตัวเหลือครึ่งหนึ่งของที่มีอยู่เดิม) ของสตรอนเชียม-90 อยู่ที่ประมาณ30 ปี ด้วยเหตุนี้มันจึงตกค้างอยู่ในร่างกายของผู้ป่วยเกือบตลอดชีวิตกัมมันตภาพรังสีนั้นออกจะรุนแรงเกินไปสำหรับเนื้อเยื่อรอบๆ ดวงตาจนดูเหมือนว่าไม่ได้ตอบโจทย์การรักษาเท่าใดนัก จะว่าไปแล้วมันช่วยเพียงแค่บรรเทาอาการ ซึ่งไม่ถือเป็นวิธีการรักษาที่ต้นเหตุอย่างแท้จริง
 
 

ยาแก้แพ้ท้องทำพิษ
 

          ทารกไร้แขนขาที่คลอดออกมาหลังคุณแม่กินยาแก้แพ้ท้อง
 
          ช่วงปลายทศวรรษ 1950 มียาชนิดใหม่ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วในกลุ่มว่าที่คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ด้วยสรรพคุณในการแก้อาการแพ้ท้องแต่แพทย์ผู้ทำคลอดต่างตกตะลึงเมื่อพบว่าทารกที่คลอดออกมาจากหญิงที่รับประทานยานี้เข้าไปกลายเป็นเด็กที่มีรูปร่างผิดปกติ บรรดาผู้เชี่ยวชาญถูกโน้มน้าวให้เชื่อว่า สารออกฤทธิ์สำคัญจะไม่ถูกส่งต่อจากแม่สู่ลูกส่วนบริษัทยาผู้อยู่เบื้องหลังออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหา พร้อมกับยืนยันว่าไม่มีรายงานการตายของสัตว์ทดลองจากการใช้ยานี้ แต่หลังจากนั้นเมื่อกลับมาศึกษาก็พบว่า ยาทาลิโดไมด์สามารถเข้าไปขัดขวางการทำงานของโปรตีนบางชนิด ซึ่งจำเป็นต่อพัฒนาการของตัวอ่อนไม่ว่าคนหรือสัตว์ ยาชนิดนี้ถูกถอดออกจากตลาดในปี 1961 หลังจากสูตินรีแพทย์และกุมารแพทย์ออกมาเตือนถึงอันตรายของมัน 
 
 

 

 
ข้อมูลจากหนังสือ SCIENCE ILLUSTRATED ฉบับ April No. 34/2014
 
facebook : SCIENCEILLUSTRATEDThailand
Instagram : science_illustrated_thailand
Youtube : http://www.youtube.com/channel/UCom909NRzFxS6RLgawU8z_g
Website : http://www.scienceillustratedthailand.com
 

20 สิงหาคม 2557 | 53,800 views