ชีวิตยังไม่สิ้นแม้หยุดหายใจ

18 มิถุนายน 2558 | 53,068

ชีวิตยังไม่สิ้นแม้หยุดหายใจ


ชีวิตยังไม่สิ้นแม้หยุดหายใจ

 

1.ร่างกายหยุดทำงาน

กระบวนการสู่จุดสิ้นสุดของชีวิต อันมีสาเหตุจากความชรานั้น มักใช้เวลาหลายวันหรือหลายสัปดาห์ โดยการทำงานของร่างกายและจิตใจจะค่อยๆ ถดถอยลงทีละน้อย ไม่ได้หยุดในทันที และมีปัจจัยหลายอย่างที่ถ้าเกิดต่อเนื่องกันจะบอกให้รู้ว่าบุคคลผู้นั้นกำลังจะตาย

 

 

สัญญาณบ่งบอกว่าความตายใกล้จะมาถึง

หนาว หัวใจสูบฉีดโลหิตไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายได้ยากขึ้น จึงมุ่งส่งโลหิตไปเลี้ยงส่วนที่สำคัญที่สุด มือ เท้า แขน และสุดท้ายคือ ขา เมื่อมีเลือดไปเลี้ยงน้อยลง ส่วนนั้นๆ จึงเย็นและซีด

หลับ ระบบเมแทบอลิซึมทำงานช้าลง ร่างกายจึงมีพลังงานสำหรับทำกิจกรรมที่สำคัญต่อการดำรงชีวิตเท่านั้น คนใกล้ตายจึงนอนหลับยาวและอาจจะปลุกให้ตื่นได้ยาก

เลอะเลือน ระบบเผาผลาญทำงานช้า ทำให้สมองทำงานน้อยลง คนใกล้ตายจึงมักหลงลืม ไม่ค่อยรู้วันเวลา ไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ที่ไหน และอาจจำญาติมิตรไม่ได้

ไม่หิวไม่กระหาย การกิน ดื่ม และย่อยอาหารล้วนต้องใช้พลังงาน คนใกล้ตายจึงไม่ค่อยมีความรู้สึกกระหายน้ำหรืออยากอาหาร

หายใจไม่ปกติ ปริมาณโลหิตที่ไหลเวียนน้อยลง มีผลกระทบต่อปอดและการหายใจเข้าออก การหายใจจึงไม่เป็นจังหวะ แลหยุดไปครั้งละนานๆ ในบางกรณีคนใกล้ตายจะหายใจหอบ

 

แม้หัวใจจะหยุดเต้น แต่ชีวิตไม่ได้สิ้นสุดลงทันที ผิวหนัง ฟัน และแขนขา ยังมีชีวิตต่อไปอีกหลายชั่วโมง และผลการวิจัยล่าสุดยังบอกว่า แม้หัวใจจะหยุดเต้นไปแล้ว แต่ความคิดยังแล่นต่อไปในสมองอีกหลายวินาที

 

2.หัวใจหยุดเต้น

เมื่อหัวใจหยุดเต้นและสิ้นลมหายใจ ทางการแพทย์ถือว่าบุคคลนั้นเสียชีวิตแล้ว แต่เซลล์สมองและร่างกายส่วนอื่น รวมทั้งหัวใจ ไม่ได้ตายทันทีที่การส่งออกซิเจนและกลูโคสไปตามกระแสโลหิตหยุดลง ดังนั้นถ้ากระตุ้นให้หัวใจกลับมาทำงานอีกครั้งได้ทันท่วงที ผู้ป่วยก็จะฟื้น

 

 

ตายแล้วสมองยังคิดต่อ

เมื่อปี 2013 นักประสาทวิทยา ชื่อ จีโม บอร์จิจิน แห่งมหาวิทยาลัยมิชิแกนในสหรัฐฯ ทำการทดลงแล้วได้ผลว่า แม้หัวใจจะหยุดเต้น แต่ความคิดยังคงแล่นอยู่ในสมอง บอร์จิจินวัดคลื่นสมองของหนูทดลองทั้งก่อนตายและหลังจากมันตายไปแล้ว โดยเขาให้ยาสลบกับหนูทดลองแล้วฉีดน้ำเกลือเข้าไปในหัวใจ ทำให้หัวใจหยุดเต้น แต่พบว่าคลื่นสมองของหนูยังทำงานเหมือนหนูที่มีความรู้ตัวตามปกติต่อไปอีก 30 วินาที แถมยังทำงานมากกว่าปกติอีกด้วย เขาสรุปว่านี่อาจจะเป็นเหตุผลว่าทำไมคนที่หัวใจหยุดเต้น แล้วได้รับการกู้ชีพจนฟื้นขึ้นมาใหม่ จึงบอกว่า มองเห็นภาพเหมือนเวลานอนหลับฝัน

 

อวัยวะส่วนต่างๆ เก็บไว้ได้นานไม่เท่ากัน เนื้อเยื่อประเภทต่างๆ ในร่างกายทนต่อการขาดออกซิเจนได้ไม่เท่ากัน โดย

สมอง จะตายหลังจากหัวใจหยุดเต้น 5-10 นาที แต่แค่ผ่านไปเพียง 2-3 นาที ก็จะเกิดอาการบาดเจ็บรุนแรงแล้ว

ผิวหนังและเส้นเอ็น สามารถเก็บไว้ได้นานที่สุด 12 ชั่วโมง และอาจนำไปปลูกถ่ายได้

ใบหูและนิ้วมือ เก็บไว้ได้ 6 ชั่วโมง โดยหลักการแล้วสามารถนำไปต่อให้ผู้อื่นได้

ฟัน สามารถนำไปฝังในกรามผู้อื่นได้หลังจากเจ้าของฟันอยู่ภาวะขาดออกซิเจน 2 ชั่วโมง

 

3.สมองหยุดทำงาน

สมองแตกต่างจากอวัยวะอื่นตรงที่ไม่มีพลังงานสำรองเลย เมื่อระบบหายใจหยุดทำงาน หัวใจหยุดสูบฉีดโลหิตไปเลี้ยงร่างกาย เซลล์สมองจะไม่ได้รับออกซิเจนและกลูโคส ซึ่งจำเป็นต่อกระบวนการทำงานที่สำคัญต่างๆ เวลาผ่านไปไม่กี่วินาทีเซลล์สมองจะทำงานตามปกติไม่ได้อีกต่อไป และเมื่อเลย 5 นาทีไปแล้ว เซลล์สมองจะเริ่มตาย

 

 

อาการขาดออกซิเจน วินาทีต่อวินาที

เมื่อหัวใจหยุดสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงร่างกาย ระดับออกซิเจนในสมองจะตกลงอย่างรวดเร็ว และการทำงานของสมองจะเริ่มลดลง

0 วินาที ระดับออกซิเจน: ร้อยละ 100-80 ไม่มีอาการใดๆ ระดับออกซิเจนในสมองต่ำเป็นภาวะปกติสำหรับคนที่ดำรงชีวิตในที่สูงกว่าระดับน้ำทะเลถึง 4,500 เมตร

2 วินาที ระดับออกซิเจน: ร้อยละ 80-60 บุคคลนั้นจะมองเห็นได้แคบลงเหลือแค่บริเวณตรงกลางภาพ (tunnel vision) ความสามารถในการคิดลดลง ไม่ค่อยเข้าใจสิ่งที่คนพูดด้วย แต่จะไม่เจ็บปวดหรือกระวนกระวายอีกต่อไป จึงรู้สึกสบายและผ่อนคลาย

20 วินาที ระดับออกซิเจน: ร้อยละ 60-40 เห็นแต่ความมืด พูดและเคลื่อนไหวไม่ได้ ไม่รู้สึกถึงร่างกายและบุคลิกภาพของตัวเอง ดูภายนอกเหมือนหมดสติ แต่ยังรู้ตัวอยู่

5 นาที อาการบาดเจ็บลุกลามไปยังบริเวณต่างๆ ของสมอง ในที่สุดบุคคลนั้นจะเสียชีวิตโดยไม่มีทางกู้กลับคืน

 

5-15 นาที 

สมอง 3 ส่วนแรกที่ได้รับความกระทบกระเทือน

สมองส่วนที่ได้รับความกระทบกระเทือนง่ายที่สุดคือส่วนที่ต้องการออกซิเจนมากที่สุด ได้แก่ เปลือกสมองใหญ่ ฮิปโปแคมปัส และเบซัลแกงเกลีย สมอง 3 ส่วนนี้ทำหน้าที่ควบคุมการเคลื่อนไหว ความจำ และการประสานงานของอวัยวะต่างๆ ผู้ป่วยที่หัวใจหยุดเต้นแล้วได้รับการช่วยให้ฟื้นหลังจากผ่านไป 5-10 นาที จึงมักมีอาการบาดเจ็บถาวรที่บริเวณเหล่านี้ หากเวลาผ่านไป 10 นาทีแล้ว ไม่ได้รับการช่วยให้หายใจและชีพจรไม่เต้นใหม่ อาการบาดเจ็บของสมองจะรุนแรงมากจนผู้ป่วยสมองตาย โดยไม่มีทางแก้ไข หรือไม่ก็ตกอยู่ในภาวะโคม่าอย่างถาวร

 

1.เปลือกสมองใหญ่ ควบคุมการเคลื่อนไหว กำกับความรู้สึกอยากเคลื่อนไหวและการทำงานของกล้ามเนื้อที่เกี่ยวข้องในการเคลื่อนไหวนั้นๆ

2.ฮิปโปแคมปัส ควบคุมความจำ ความทรงจำเกี่ยวกับประสบการณ์ต่างๆ เกิดขึ้นที่นี่ อาการบาดเจ็บที่สมองส่วนฮิปโปแคมปัสมีผลต่อความสามารถในการเก็บความทรงจำที่เกิดขึ้นใหม่ ส่วนความทรงจำเก่าๆ จะถูกกระทบน้อยกว่า

3.เบซัลแกงเกลีย ควบคุมการประสานงานของร่างกาย วิถีประสาทจากสมองส่วนที่ควบคุมจิตใจและกล้ามเนื้อมาพบกันที่นี่ สมองส่วนนี้จึงสำคัญมากต่อการเคลื่อนไหวด้วยความตั้งใจ

 

4.ศพเริ่มเน่าเปื่อย

เมื่อความตายมาถึง การทำงานของร่างกายทุกส่วนจะหยุดลง ไม่มีพลังงานเหลือสำหรับให้อวัยวะส่วนต่างๆ ทำงานได้อย่างเป็นระบบเหมือนในร่างกายที่มีชีวิต หลังหัวใจเต้นครั้งสุดท้าย 15 นาที ร่องรอยของความตายจะเริ่มปรากฏ และผ่านไปไม่กี่วันศพก็จะเริ่มเน่าเปื่อย

 

 

 


 ข้อมูลจากหนังสือ "SCIENCE ILLUSTRATED" ฉบับ September no. 2014 
Facebook : SCIENCEILLUSTRATEDThailand

 

18 มิถุนายน 2558 | 53,068 views