ตายแล้ว! (ภาค 1)

23 ธันวาคม 2558 | 4,136

ตายแล้ว! (ภาค 1)


Nothing is certain but death and taxes.


คำคมนี้ซึ่งใช้มาหลายร้อยปีแล้วและยังเป็นที่นิยมใช้ในหมู่ฝรั่งแปลว่า ไม่มีอะไรแน่นอนนอกกว่า จะต้องตาย และจะต้องเสียภาษี สำหรับวันนี้ขอทิ้งเรื่องการสียภาษี (ยังไม่ถึงเวลาที่จะต้องคำนวน) และหันมาสนใจการสิ้นสุดของชีวิตเราแทนได้ไหมครับ ไม่ใช่เพราะอยากไปเร็ว แต่เป็นเพราะสังเกตมีคนไทยหลายคนที่ยังสับสนกับการใช้คำว่า die และคำอื่นที่เกิด (ไม่ใช่ตาย) จากคำนี้


ตาย แปลว่า die เป็นเหตุบังเอิญไหมครับที่สองคำนี้ฟังคล้ายกัน ตาย ดาย ตาย ดาย คำว่า die นี้เป็นกริยาซึ่งทั้ง 3 ช่องคือ die, died, died เช่น


I’m dying.
(อะฮั้นกำลังเสียชีวิตอยู่)


Every year 10,000 Thais die of lung cancer.
(ทุกปีคนไทยนับหนึ่งหมื่นคนเสียชีวิคจากโรคมะเร็งปอด)


My pet rat died yesterday.
(เมื่อวานหนูทั่ผมเลี้ยงตาย)


Since you went away, all my flowers have died.
(ตั้งแต่เธอได้จากผม ดอกไม้ผมทั้งหมดของผมตาย)


นอกจาก die แล้วเรายังมี die out หรือ die off ซึ่งใช้อธิบายสิ่งเป็นกลุ่มที่ค่อยๆสูญพันธุ์ เช่น


Dodo birds died out hundreds of years ago.
(นกโดโด้สูญพันธุ์เมื่อหลายร้อยปีที่แล้ว)


Thai tigers are dying out.
(เสือไทยกำลังสูญพันธุ์อยู่)


ภาษาอังกฤษยังมี die down กับ die away ที่แปลว่า ค่อยจางจนหายไป ใช้กับเสียงตบมือ หรือประเด็นร้อนก็ได้


The applause died down after I left the stage.
(เสียงปรบมือได้ค่อย ๆ ลดลงเมื่อผมเดินออกจากเวที)


The controversy was on page one of the newspapers for two days before dying away.
(เรื่องอื้อฉาวนั้นอยู่หน้าหนึ่งของหนังสือพิพพ์หลายฉบัยเป็นเวลาสองวันก่อนที่ค่อย ๆ หายจากข่าว)


นอกจากความหมายว่า เสียชีวิตแล้ว คำว่า die นี้ถูกใช้ในศัพท์สแลงมากมาย เมื่อเราอยากทำอะไรอย่างมากจนนั่งนิ่งไม่ได้เพราะตื่นเต้น เราใช้ I’m dying to + สิ่งที่อดไม่ไหวอยากทำ เช่น


I’m dying to meet you.
(ผมอยากพบคุณจนใจขะขาด)


I’m dying for a drink.
(อยากดื่นเหล้าจัง)


She’s dying to go home.
(เธออยากกลับบ้านมากท่สุด)


ใช้ I’d die to (ทำอะไร) หรือ I’d die for (อะไรบางอย่าง) ในความนี้ได้เหมือนกันครับ เช่น
I’d die to be with you tonight.
(คืนนี้อยากอยู่กับเธอจัง … ชื่อเพลงดังครับ)
I’d die for an ice-cream.
(อยากกินไอศครีมมาก)


… แต่ระวังซิครับ ภาษาอังกฤษยังมีสำนวน I’m dying of อะไรบางอย่างเพื่อแสดงว่าเบื่ออะไรบางอย่างเช่น
I’m dying of boredom.
(ฉันเบื่อเหลือเกิน)
I’m dying of thirst.
(หิวน้ำจัง)
I’m dying of hunger.
(หิวจะตาย)


และคงหลีกเลี่ยงสำนวน to die for ซึ่งแปลว่า สุดดี สุดยอด
Andrew Biggs is to die for!
(แอนดรูว์บิ๊กส์หล่อล่ำ)


This cake is to die for.
(ขนมเค้กนี้สุดอร่อย)


นี่คือเรื่องหลักของคำว่า die ครับ ไม่ใช่เรื่องยากถ้าคุณสามารถจดจำว่า die เป็นกริยา เพราะว่าเรามีอีกคำหนึ่งที่ผมเชื่อว่าคุณเคยเห็นแล้ว คำนั้นคือ dead ครับ ที่ต้องจำคือ เป็นคำคุณศัพท์ที่ใช้อธิบายอะไรที่ เดดสโมเล่ ครับ เช่น


Don’t touch him! He’s dead.
(อย่าแตะเขา เขาก็ตายแล้ว)


There’s a dead body in the kitchen.
(มีศพในห้องครัว สังเกตว่าฝรั่งใช้ body ในความหมายว่า ศพ หรือ dead body เพื่อเน้นว่า ศพนั้นตายแน่ ๆ)


อะไร หรือใครที่ dead as a doornail (ตายเหมือนตะปูที่ประตู) แปลว่าสิ่งนั้นหรือคนนั้นตายสนิท ผมเองไม่เข้าใจสาเหตุที่เราเปรียบเทียบความตายสนิทกับตะปูในประตู น่าจะเป็นเรื่องพ้องเสียงมากกว่า ในทางเดียวกันสำนวน  dead as a Dodo ก็เหมือนกันเพราะ อย่างที่ผมยกตัวอย่างไม่กี่ย่อหน้าที่แล้วว่า นกโดโด้สูญพันธุ์มานานแล้ว กลับมาไม่ได้ เลยตายสนิท และสำหรับใครที่ dead from the neck up (ตายตั้งแต่คอขึ้นไป) ใช้อธิบายใครที่โง่มาก นึกออกไหมครับ


และเวลาจะเน้นว่า ไม่มีทางที่จะทำอะไรบางอย่าง เราก็ใช้ I wouldn’t be seen dead เช่น
I wouldn’t be seen dead in that nightclub! It’s a meat market!
(ไม่มีทางที่ผมจะไปเที่ยวผับนั้น มันกลายเป็นตลาดเนื้อสด เห็นไหมล่ะ ภาษาอังกฤษมีสำนวนนี้เหมือนกัน)
I wouldn’t be seen dead in that dress!
(ฉันไม่มีทางที่จะใส่ชุดนั้น)


อย่างไรก็ดีเรากลับไปดู dead คือ ถ้าจะพูดว่าอะไรตามแล้ว ใช้ It is dead. หรือ He is dead. หรือ She is dead. ปัญหาคือ บางครั้ง die นี้ฟังห้วนเหลือเกิน
ขอยกตัวอย่างครับ คุณยายผมเองเสียชีวิตเมื่อ 20 ปีที่แล้วครับ สมมติว่ามีคนถามถึงคุณยายผม ประโยคไหนต่อไปนี้ถือว่าถูกครับ คือ
1. My grandmother died.
2. My grandmother has died.
3. My grandmother is dead.


เรามาดูทีและข้อก่อนครับ ข้อที่ 1 คือ My grandmother died. เป็น simple past tense หรือิดีตกาล ถูกหลักไวยสกรณ์ทุกประกาน แต่สื่อความหมายไม่ถูก ประโยคนี้ทำให้เราคิดว่าคุณยายเพิ่งตาย ไม่ 10 นาทีที่แล้วก็เมื่อคืน เหมือนสำคัญต่อปัจจุบันซึ่งไม่เป็นความจริง ไม่เป็นอย่างนั้น ถ้าหากว่าผมพูดว่า My grandmother died 20 years ago. ผมก็ชอบ เพราะอธิบายชัดเจนว่า คุณยายเสียเมื่อ 20 ปีก่อน แต่ถ้าเป็นเพียง  My grandmother died. คงไม่ได้


ดังนั้นเราไปถึงข้อ 2 ครับ My grandmother has died. ถูกหลักไวยากรณ์อีกแล้วแต่ปัญหาเดิม นี่คือ present perfect tense ซึ่งเราใช้เพื่ออธิบายอะไรที่เกิดขึ้นในอดีตแต่ยังมีความสำคัญหรือต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน พูดง่าย ๆ คือ My grandmother has died. ยิ่งฟังเหมือนคุณยายเพิ่งจะอำลาโลกนี้ ดังนั้น … ทิ้ง
เหลือข้อ 3 คือ My grandmother is dead. ทีนี้เราไม่ใช้กริยา die แต่ใช้คำคุณศัพท์ dead แทน ไม่มีปัญหากับประโยคนี้ … เพียงแต่ว่ามันแข็ง ไม่นิ่มนวล อย่าลืมว่าผมกำลังพูดถึงคุณยายผมซึ่งผมรักมาก สมัยเป็นเด็กท่านดูแลเราอย่างดีถึงแม้ว่าอยู่ห่างไกลจากเราถึง 2,000 กีโลเมตรก็ตาม ผมอยากให้เกียรติท่านโดยไม่ใช้ dead เพราะบางครั้งคำนี้ฟังเยือกเย็นเหลือเกิน ผมเลยต้องทิ้งประโยคนี้เหมทอนกัน
อ้าว ไม่มีข้อเลือกที่เหลือหรอก จะทำอย่างไรดี ก็จะทำอย่างนี้ครับ ผมจะเสนออีกวิธีหนึ่ง อีกคำหนึ่งที่ใช้เพื่อยกความหมายของตายให้ดีกว่านี้
die แปลว่า ตาย แต่ pass away แปลว่า เสียชีวิต
pass away เป็นคำกริยาที่น่าใช้เมื่ออยากฟังสุภาพ ทางการ ไม่น่าเกลียด อย่างเช่นถ้าจะพูดถึงคุณยายของผมก็ใช้ My grandmother has passed away. หรือ My grandmother passed away 20 years ago. ทั้งสองโอเคเลย
มี pass away กับ pass on ในความหมายว่า เสียชีวืตครับ เช่น
When did your father pass away?
(คุณพ่อของคุณเสียชีวิตเมื่อไรคะ)


She passed on after a long illness.
(เธอเสียชีวิตไปหลังจากอาหารป่วยมานาน)


ถ้าไม่แน่ใจว่าใช้อันไหนถึงจะถูกระหว่าง die กับ pass away ผมว่าหันมาดูว่าคุณกำลังคุยเกี่ยวกับใคร คนนั้นเป็นที่รักของเราหรือผู้ฟัง มีความรู้สึกที่ดีต่อเขาไหม ถ้าเป็นอย่างนั้นคงต้องใช้ pass away แต่ถ้าเป็นการรายงานข่าว หรือ คุณกำลังพูดถึงปลากัดที่คุณเลี้ยงไว้ ผมว่าใช้ die ก็ดี ถ้าพูด My pet fish passed away. ฟังแล้วเว่อไม่นิด
ยังไม่ได้พิจารณาคำว่า death ซึ่งเป็นคำนามที่แปลว่า ความตาย สงสัยต้องเป็นประเด็นเมื่อเราพบกันคราวหน้า เพราะฉะนั้นอย่าเพิ่ง ... ไปไหนครับ!!

 

 


ติดตามต่อได้ที่เว็บไซต์ http://www.andrewbiggs.com 
YouTube: Andrew Biggs TV 
Facebook: Andrew Biggs
Twitter: @andrewbiggs

23 ธันวาคม 2558 | 4,136 views