เรียนภาษาอังกฤษกับแอนดรูว์ บิ๊กส์ ตอน เรียนต่างประเทศ

26 พฤศจิกายน 2558 | 2,266

เรียนภาษาอังกฤษกับแอนดรูว์ บิ๊กส์ ตอน เรียนต่างประเทศ


เพิ่งจะกลับมาจาก Sydney ครับ เพื่อนแต่งงานที่ Avalon ก็เลยถือว่าเป็นข้ออ้างที่ดีที่จะกลับบ้านสักพักหนึ่ง ฉลองงานแต่งงาน  เยี่ยมคุณแม่และน้องสาว  ดื่มไวน์ออสซี่ที่แสนอร่อย เสร็จแล้วก็บินกลับไปกรุงเทพฯ

เป็นการแวะบ้านที่สั้นเหลือเกิน มาแล้งปุ๊บต้องกลับ แถม Avalon อยู่ห่างจากตัวเมืองประมาณ 50 กีโลเมตร … พอถึงแล้วรู้สึกถ้าเลยไปสักนิดหนึ่งจะถึงเมือง Brisbane บ้านเกิดของผม “เวอร์ไปหน่อย” เพื่อนที่แต่งงานตอบด้วยรอยยิ้มออสเตรเลีย

สรุปว่าถึงแม้ว่าเวลาสั้นก็เป็นการเดินทางที่ดี แต่พอกลับมา เข้าออฟฟิศแล้วเลขาฯผมรอผมอยู่ด้วยเอกสารเป็นบึกหนาแน่นทีเดียว หลังจากที่ผมตั้งตัวพร้อมที่จะเริ่มทำงานต่อ เธอก็วางเศษกระดาษใบหนึ่งบนโต๊ะทำงาน

“นี่อะไร” ผมถามเธอด้วยรอยขมวดคิ้วออสเตรเลีย เพราะไม่รู้จักชื่อบนกระดาษ

“เป็นคุณแม่คนหนึ่งที่โทรมาตอนที่คุณอยู่ต่างประเทศ” เลขาฯผมตอบ “ลูกเพิ่งจะไปเรียนที่ประเทศอังกฤษไม่กี่เดือนแล้ว เธอมีปัญหามากอยากปรึกษากับคุณแอนดรูว์”

ผมหมุนไปหาคุณแม่คนนี้ซึ่งเป็นผู้ดีมารยาทดี สิ่งแรกที่เขาอยากทราบคือ ตอนนี้ลูกอยู่อังกฤษแต่แม่อยากย้ายเขาไปอยู่ที่ออสเตรเลีย เขาอยากทราบว่า เรียนที่ออสเตรเลียเป็นอย่างไรบ้าง

ด้วยความชาตินิยมอย่างสูงผมก็เล่าเรื่องเกี่ยวกับเสน่ห์ของประเทศแสนสวยแสนน่าอยู่ประเทศบ้านเกิดของผม ผมบอกคุณแม่คนนี้ถึงคุณภาพสูงของระบบการศึกษาที่ออสเตรเลีย เมืองสะอาดเป็นระเบียบ ชาวออสซี่เป็นมิตรดี สังคมปลอดภัย อากาศดี ฯลฯ ผมเล่าแต่สิ่งดี ๆ โดยตั้งใจลืมพูดถึงอะรที่จะเสียภาพลักษณ์ของออสเตรเลียแม้ว่าเป็นข้อเสียจริงก็ว่าไป

ในที่สุดผมถามคุณแม่ถึงสิ่งที่น่าถามตั้งแต่แรก (แทนที่จะมัวแต่พูดถึงข้อดีของบ้านเกิด) คือ ลูกมีปัญหาอะไรที่ประเทศอังกฤษ

“ลูกหรือคะ? ลูกไม่มีปัญหาอะไรมากนัก แต่ดิฉันเองไม่พอใจกับโรงเรียนที่ลูกเข้าเรียนอยู่”

เพราะอะไรถึงไม่พอใจ ผมถาม อาจารย์มีดีหรือ โรงเรียนไม่สวยหรือ

“ไม่หรอกค่ะ แต่ลูกบอกว่า ไม่มีนักเรียนคนไทยอีกสักคนนอกจากลูก ดิฉันไม่พอใจ ลูกจะเรียนได้อย่างไร จะไม่มีความสุขกับการเรียนถ้าไม่มีเพื่อนคนไทย จึงมีเพื่อนดิฉันมาบอกว่าที่ออสเตรเลียมีคนไทยมากมาย อยากทราบว่าเป็นเรื่องจริงหรือเปล่าและที่ออสเตรเลียมีโรงเรียนอะไรบ้างที่มีเด็กไทยที่สามารถส่งลูกไปเรียนได้”

ผมสะดุ้งเฮือก นั่งแบบไม่รู้จะตอบคุณแม่คนนี้อย่างไร เพราะมีเสียงจากส่วนลึกของใจผมที่บ่นพึมพำว่า “ถ้าลูกมีแม่อย่างนี้ คงช่วยน้องไม่ได้แล้ว”

เรื่องนี้ทำให้ผมนึกถึงเรื่องที่เคยคุย (เถียง) เป็นประจำว่า ภูมิศาสตร์เป็นตัวแปรสำคัญที่สุดกับการเรียนภาษาอังกฤษ ผมหมายถึง สมมติว่า น้องกล้วยเรียนอยู่ที่ประเทศอังกฤษ น้องแอปเปิ้ลเรียนอยู่ที่มุกดาหาน และน้องส้มเช้งติดคุกคดีขายยาบ้า สามคนนี้น้องกล้วยย่อมจะเก่งภาษาอังกฤษมากกว่าเพื่อนไหม

ผมเชื่อว่าสถานที่ หรือ ประเทศ หรือ เมือง หรือ โรงเรียน หรือสถาบันสอนหนังสือ นั้น ๆ ไม่สำคัญที่สุดครับ ดูสิครับน้องกล้วยที่อังกฤษที่นั่งตามลำพังกลุ้มใจเพราะไม่มีเพื่อนคนไทยที่อังกฤษ เขาคงไม่ยอมคุยกับใครเลย นักเรียนอังกฤษคนอื่นในห้องเรียนเขาไม่อยากคบเขาอยู่แล้งเพราะใครอยากจะคบเด็กเอเซียหน้าบึ้งอย่างน้องกล้วยเสียล่ะ

แล้วน้องกล้วยจะมีความสุขที่ออสเตรเลียไหม ไม่แน่ แต่ที่แน่ใจคือคุณแม่ต้องดีใจเหลือล้น เพราะโรงเรียนบางแห่งมีเด็กไทยถึง 20 หรือ 30 คน น้องกล้วยสามารถอยู่กับเพื่อน ๆ คนไทยตลอดวันตลอดคืน แม่ต้องสบายใจ ทุกคนมีความสุข … ยกเว้นเพียงคนเดียว และคนนั้นคือ ผม

ถ้าคุณกำลังอ่านบทความนี้ที่ออสเตรเลียเพราะบินข้ามไปถึงประเทศนี้แล้ว หรืออ่านเพราะกำลังคิดจะไปเรียนที่ออสเตรเลียเร็ว ๆ นี้ ผมขอเรียนให้ทราบว่า ถ้าคิดจะไปออสเตรเลียเพื่อเรียนอังกฤษแต่อยู่ในสังคมไทยที่โน่นผมว่า หยุด ไม่ไปดีกว่า และใช้เงินก้อนนี้เพื่อซื้อรถยนดร์หรือดาวน์บ้านหลังหนึ่งที่นี่ดีกว่า ไม่ต้องเสียเงินหรือเสียเวลาไปเรียนต่างประเทศดีกว่า

เรื่องนี้ผมเคยเขียนครั้งที่แล้วครับก็เลยไม่เล่ารายละเอียดมากนักเพียงแต่ว่า การที่จะไปต่างประเทศเพื่อการศึกษาไม่ใช่เรื่องเกี่ยวกับการเรียนภาษาอังฏฤษอย่างเดี่ยวครับ เป็นโอกาสที่จะเข้าไปอยู่ในสังคมใหม่ คบเพื่อนต่างชาติ สัมผัสกับวัฒนธรรมแตกต่างกับวัฒนธรรมไทย เป็นโอกาสทองสำหรับคุณ

เสียดายจังเลยที่ว่าคนไทยที่ไปเรียนต่างประเทศหลายคนไม่มองโอกาสทองนั้นเหมือนผมครับ ผมรู้จากประสบการณ์เองว่านักเรียนไทยหลายคนเสียโอกาศตอนที่เขาไปเรียนต่างประเทศ เรียนที่สถาบันไม่กี่ชั่งโมง ที่เหลือเขาไปทำงานที่ร้านอาหารอาทิตย์ละ 6 หรือ 7 คืนโดยที่ได้รับรายได้ไม่ถึงมาตรฐานตามกฎหมายออสเตรเลีย (เพราะทำงานเกิน 10 หรือ 20 ชั่วโมงตามข้อจำกัดของวีซ่านักเรียน) เด็กรวยที่กรุงเทพฯตกเป็นฐานะเด็กบริกรผิดกฎหมายที่โน่น เขาไม่มีโอกาศสัมผัสกับสังคมออสซี่เพราะไม่มีเวลา ทำงานอย่างเดียว เหนื่อย แล้วภาษาอังกฤษล่ะ พอใช้ได้แต่เขาเก่งไหม … คงไม่หรอก

ที่จริงแล้วน้องกล้วยที่อยู่โรงเรียนอังกฤษเป็นเด็กไทยคนเดียวในห้องไม่ควรไปไหน (และคุณแม่ครับ … ถ้าอยากให้ลูกอยู่ใกล้ชิดกับเด็กไทยก็ส่งลูกไปต่างประเทศทำไมล่ะ) กล้วยอดทนสักหน่อยนะลูก เรื่องคิดถึงบ้านคิดถึงเพื่อนคิดถึงพ่อแม่นั้นเป็นเรื่องธรรมดามาก ผมจำได้ว่ามันรู้สึกอย่างไรเพราะตอนอายุ 17 ผมเคยไปเรียนที่ประเทศสหรัฐฯเป็นเวลาหนึ่งปี เปิดเทอร์มไม่สนุกเลย ไม่มีใครอยากคุยกับผมเลยจนผมถอดนาฬิกาข้อมือเพื่อมีโอกาสสอบถามนักเรียนแปลกหน้าว่า “Excuse me. What time is it?” ซึ่งในที่สุดได้เพื่อนสองสามคน ดีกว่าบินข้ามโลกกลับบ้านครับ

วิธีแก้ไขความรู้สึกเหงาในช่วงแรกไม่ใช่บินข้ามโลกไปถึงโรงเรียนออสเตรเลียซึ่งเต็มไปด้วยเด็กไทยครับ  วิธีแก้ไขคือให้เวลาผ่านไปอีกนิดนึง และคบเพื่อนใหม่ที่โน่น คุณหาเพียงคนเดียวก็พอ ทิ้งนาฬิกาก็ได้ครับ … นอกจากจะได้เพื่อนใหม่ก็จะเก่งเรื่องบอกเวลาด้วย

ส่วนน้องเปิ้ลกับน้องส้มเช้งก็ไม่แน่ เขาอาจพูดภาษาอังกฤษเก่งกว่ากล้วยครับด้วยความตั้งใจและทัศนคติที่ถูกต้องของเขา  เพราะถ้าอยากเก่งภาษาอังกฤษสมัยนี้ไม่ต้องเดินออกจากประเทศครับ เมืองไทยมีโรงเรียนที่ดีมากมาย หนังสือที่ดีก็เยอะ อินเตอร์เน็ทที่สามารถสื่อกับฝรั่งทั่วโลกแล้ว น้องเปิ้ลที่มุขดาหานสามารถพูดอังกฤษได้คล่อง แม้น้องสมเช้งก็สามารถฝึกกับนักโทษชาวต่างประเทศที่คุกได้ (แต่ขอร้องเถอะครับน้อง … อย่าไปเสพสิ่งยาเสพติดอีกครับน้อง ไม่มีประโยชน์แม้ในการเรียนภาษาเลย)

นั่นแหละ … ความตั้งใจกับทัศนคติที่ถูกต้อง … นั่นคือวุฒิสำคัญที่สุดกับการเรียนภาษาอังกฤษมากกว่าภูมิศาสตร์ครับ ด้วยความคิดนี้ขอให้มีความสุขมาก ๆ กับการเรียนที่ออสเตรเลียครับ รีบไปเรียนที่โน่นแต่หลีกเลี่ยงทุกสิ่งทุกอย่าสงที่เป็นไทยที่โน่น … กลับมาที่กรุงเทพฯก็จะเห็นอะไรไทย ๆ แล้วครับ

26 พฤศจิกายน 2558 | 2,266 views