The Daily Five! อยากเก่งภาษาอังกฤษ จะทำอย่างไรดี?

11 พฤศจิกายน 2558 | 4,860


อยากเก่งภาษาอังกฤษ จะทำอย่างไรดี?

        ก่อนที่ผมนำเสนอสิ่งที่ต้องทำทุกวันเพื่อเก่งภาษาอังกฤษ ผมขอเสนอสิ่งที่ ไม่ควร ทำก่อน

        ผมมีความรู้สึกว่า เป็นหลายสิบปีแล้วที่คนไทยเรียนภาษาอังกฤษกลับหัว ผมหมายถึงคุณเรียนไวยากรณ์อังกฤษตั้งแต่เด็ก และก็การพูดการฟังทีหลัง ซึ่งน่าจะผิดธรรมชาติ ไวยากรณ์ต้องมาหลังถนัดฟังและพูด อีกอย่างหนึ่ง ปลุกค่านิยมที่ผืดคือทำให้คุณเชื่อว่า การเรียนไวยากรณ์อย่างเดียวเป็นสิ่งที่จะช่วยคุณพูดอังกฤษ แต่อันที่จริงก็ไม่เลย ที่จริงมันช่วยสร้างปวดหัวกับคุณมากกว่า ช่วยทำให้คุณสับสนกับภาษาอังกฤษอย่างรวดเร็วครับ

        ผมเป็นศิษย์เก่าโรงเรียนที่มีชื่อเสียงในกรุงบริสเบนบ้านเกิดของผมครับ สมัยเรียนประถมกับมัธยมโรงเรียนมีชื่อว่า Grammar School หรือ โรงเรียนสอนไวยากรณ์ แต่รู้ไหม รร.นี้ถึงแม้ว่าเน้นเรื่องไวยากรณ์ อาจารย์เริ่มสอนเรื่องกฏกติการของไวยากรณ์จนกระทั่ง ม.2 ครับ!

ใช่แล้ว ผมจำได้ว่ามีการสอน parts of speech (นาม กริยา คุณศัพท์ผ ฯลฯ) นิดๆ ใน ม.1 แต่ไม่มากนัก  เหมือนกับว่าผมมีประสบการณ์ในการพูดอังกฤษตั้งแต่เกิดถึง ม.2. หรือประมาณ 13 ปี ประสบการณ์ในกับการเขียนประมาณ 7 ปี ก่อนที่เราเริ่มเรียนกฏกติกาของไวยากรณ์เอาจริงเอาจังตอนมัธยมปีที่ 2 หรือที่เราเรียกในระบบการศึกษาเราว่า Grade 8 ครับ 

        เป็นไปได้ยังไง!!!

ขนาดโรงเรียนเกรดเอที่เน้นไวยากรณ์แม้ในชื่อโรงเรียนเอง แต่ไม่เริ่มสอน 12 tense จนถึงม. 2 !!

เชื่อไหม? ก่อนที่มาเมืองไทยผมก็ไม่เคยเห็นหนังสือ กริยา 3 ช่อง ในชีวิตผมเลย หลายคนอาจคิดว่าผม พูดเว่อเกินไปแต่มันเป็นความจริงครับ ไม่เคย ไม่เคยนั่งท่อง eat ate eaten หรือ go went gone ในชีวิต เหมือนเด็กไทย นั่นเป็นเพราะว่าผมเรียนภาษาแบบธรรมชาติ และรู้อยู่แล้วว่า ate ต้องใช้ในอดีต และ eaten ต้องใช้กับ have ในรูป I have eaten แต่ถ้าจะให้เจ้าของภาษาอธิบายสาเหตุที่ใช้ have eaten ในรูป present perfect tense … ฝรังส่วนใหญ่ เกือบทั้งหมด อธิบายไม่เป็น จำไม่ได้แล้ว แต่ก็ใช้อย่างทุกต้องตลอด

คุณ ซึ่งมีสมองเต็มไปด้วยกฏกติกาเกี่ยวกับไวยากรณ์อังกฤษที่คุณท่องให้เรียบร้องและรู้ว่าเป็น present perfect tense ซึ่งประกอบด้วย have บวก กริยาช่องสามหรือ eaten นั้นเอง … รู้มากขนาดนี้ แต่ใช้ไม่เป็นเลย เกิดอะไรขึ้นกันแน่!!

ผมไม่ได้หมายความว่าไวยากรณ์ไม่สำคัญหรอก สำคัญสิครับ ต้องรู้เรื่องบ้าง แต่ถ้าอยากเก่งอังกฤษก็ต้องถนัดฟังและพูด แม้อ่านด้วย ก่อนที่จะเริ่มท่องกฏกติกาภาษาอังกฤษ

 

ถ้าคุณถนัดฟังและพูดก่อนเรียนกฏกติกาอย่างจริงจัง การเรียนไวยากรณ์นั้นจะง่ายขึ้นเพราะรู้เรื่องโดบบริยายอยู่แล้ว! เข้าใจและท่องไม่ยาก

เปรียบเทียบกับเด็ก หรือผู้ใหญ่

ที่มัวแต่ซื้อตำราสอนไวยากรณ์ ท่องกฏโดยไม่นำมาใช้ เด็กคนนั้นผมกล้าฟันธงและบอกว่า เขาจะไม่เก่งภาษาอังกฤษ!

ได้ยินไหมครับ ถ้ามั่วแต่ท่องกฏคุณจะไม่เก่งภาษาอังกฤษ

        ถึงเวลารื้อระบบเรียนภาษาอังกฤษในประเทศนี้ครับ เพราะเด็กไทยจริงๆ แล้วไม่สนใจภาษาอังกฤษ แต่สนใจผ่านข้อสอบวิชาภาษาอังกฤษ สองอย่างนี้ไม่เหมือนกัน อันแรกคือการใช้ภาษา อันที่สองคือการเอาตัวรอดเพื่อผ่าน

        ถ้าคุณอยากเก่งอังกฤษเพื่อสอบผ่านอย่างเดียวก็เชิญครับ ทิ้งหนังสือเล่มนี้ไปในถังขยะ (อย่าไปทิ้งพื้น ไม่สวย และกลัวคนจะเหยียบภาพหน้าผมโดยบังเอิญหรือ ยิ่งไปกว่านั้นอีก บางคนอาจจะตั้งใจเหยียบ) และก็ทำตามที่คุณทำมานานคือ ท่องข้อมูลก่อนสอบ สะสมคะแนน แต่อย่าคิดจะเห่งอังกฤษครับ อย่าคิด!

อย่างนี้ผมเรียกว่า ทฤษฏีอาเจียนครับ คือเด็กไทย เมื่อรู้จะต้องสอบผ่านวิชาภาษาอังกฤษ มัวแต่ท่องกฏกติกา แถมไปสมัครที่โรงเรียนกวดวิชาแถวสีลม เพื่อฟังผู้เชี่ยวชาญทางด้านการอาเจียนข้อมูลสอนเทคนิคการยัดข้อมูลใส่สมองชั่วคราวอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่ออ้วกออกมาเมื่อทำข้อสอบ

        อย่าเข้าใจผมผิด ผมไม่ได้ว่ากล่าวโรงเรียนกวดวิชาครับ เพื่อนผมหลายคนสอนหรือแม้เป็นเจ้าของสถาบันพวกนี้ ตอบสนองความต้องการอย่างดีของนักศึกษาที่ต้องการที่จะสอบผ่านอย่างเดียวโดยไม่สนใจภาษา สถาบันกวดวิชามีข้อดีสองอย่างคือ หนึ่ง เจ้าของสามรถร่ำรวยได้ ยิ่งมีเด็กเยอะก็ยิ่งกำไรสูง และ สอง ดีสำหรับลูกสิษย์ สามารถหนีพ่อแม่ครูหลังโรงเรียนเลิกเพื่อจีบหนุ่มสาวที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ในห้องเรียน

ท่านผู้อ่านที่ขับรถเป็นทั้งหลาย จำได้ไหมสมัยฝึกการขับรถไหม สมมติว่าตอนนั้นคุณท่องคู่มือกฏจราจรอย่างเดียว ถ้าไม่ได้จับพวงมาลัยลองผิดลองถูกบนถนนหมู่บ้านที่โล่ง ๆ ของคุณก็คงไม่ได้ใบขับขี่ใช่ไหมครับ (นอกเสียจากว่าเอา 500 ใส่ซองแต่เราไม่แตะประเด็นนี้ได้ไหม)

        กลับมาที่ทฤษฏีอาเจียนดีกว่า หลักการทฤษฏีนี้ง่าย ๆ คือ พอยัดใส่ข้อมูลในสมองชั่วคราว ปละถึงวันสอบก็ อาเจียนข้อมูลออกมาหมดใส่ข้อสอบ อย่างนี้ก็สามารถสอบผ่านได้ทุกระดับทุกครั้ง จากมัธยมก็เข้ามหาวิมทยาลัยได้ ในที่สุดได้ใบนั้นที่ต้องการ ไม่ว่าจะเป็นใบปริญญาตรี โท ปวช. ปวส. ม.6 ก็ตาม คุณก็สามารถคว้าได้โดยอาศัยทฤษฏีอ้วกครับ

ไช-โย ไช-โย ไช-โย

        อย่าเพิ่ง >///<

        ปัญหาคือ เมื่ออาจียนข้อมูลออกมา ไม่มีอะไรติดตัว ไม่มีอะไรที่เหลือในสมอง เพราะมันไปหมดปล้ว และพอสมัครงานก็สิ่งที่ต้องผ่านให้ได้ยุคนี้ คือ English Job Interview

        ใช่แล้ว ยุคนี้สิ่งที่หนีไม่ผลในชีวิตนี้ห้าอย่างคือ เกิด แก่ สัมภาษณ์งานภาษาอังกฤษ เจ็บ ตาย บางคนเลือกตายก่อนสัมภาษณ์งานอีก เพราะมีข่าวร้ายมาบอกคุณคือ

พวกนายจ้างไม่ค่อยสนใจ GPA ของคุณ หลายคนไม่ดู transcript ของคุณเลย แต่อยากได้คนที่สื่อสารกันได้ทางด้านภาษาอังกฤษ ถ้าคุณมัวแต่ท่องกฏเพื่อสอบผ่าน เชื่อผมสิ ถ้าคุณไม่ได้อ้าปากพูดอังกฤษเป็นประจำก็ แห้วแล้ว สอบตกสัมภาษณ์งานแน่ ๆ

        ผมเคยเป็นคนสัมภาษณ์งานเด็กที่จบปริญญาตรีเอกภาษาอังกฤษ GPA 4.0 แต่พูดอังกฤษไม่ได้เรื่อง ผมเชื่อว่า ถ้าถาม (เป็นภาษาไทย) ว่า present perfect tense คืออะไร หรือกริยาช่องที่ 3 ของกริยาสัก 10 คำคืออะไร เขาก็ตอบได้ แต่ถ้าเป็นเรื่องการพูดภาษาอังกฤษก็แทบไม่ได้

        ถ้าคุณเคยทำอย่างนี้ หรือ กำลังทำอยู่ อย่าเพิ่งกลุ้มใจนะครับ เรียนที่รร.กวดวิชาต่อ ไม่แน่อาจจะพบแฟนในอนาคตได้ แต่ยังไม่น่าจะสายที่จะลบความคิดที่ผิดต่อภาษาครับ

        ถ้าคุณเลิกเน้นไวยการณ์ และหันมาใช้ภาษาอังกฤษแบบธรรมชาติ ความสามารถทางด้านไวยากรณ์ของคุณย่อมจะดีขึ้น เหลือเชื่อ แต่เป็นความจริง

เมื่อเร็ว ๆ นี้มีผู้หญิงถามผมทาง twitter ว่า “ทำอย่างไรถึงจะเก่งอังกฤษ โดยเฉพาะไวยากรณ์อังกฤษ”

นี่คือคำตอบของผม

“น้องครับ เอาตำราไวยากรณ์ของคุณทุกเล่มที่อยู่ในบ้าน กองไว้บนสนามหน้าบ้าน เสร็จแล้ว หาน้ำมันเชื่อเพลิงมาราดพวกหนังสือเล่มนั้น หาไม้ขีด และก็จุดเผาหนังสือทั้งหมด ดูแลเพลิงไหม้อย่างดีด้วย ไม่ต้องการเพื่อนบ้านคุณโทรเรียกตำรวจดับเพลิงมา เสร็จแล้วรีบไปที่ร้านหนังสือที่ขายหนังสือพวกเรื่องสั้น กับนวนิยาย หรือนิตยสาร ที่เป็นภาษาอังกฤษล้วน หาซื้อเรื่องง่าย ๆ ก่อน และก็อ่าน อ่านทุกเวลาที่สมัยก่อนคุณอ่านตำราสอนไยากรณ์อังกฤษ อ่านให้เยอะ เพราะว่าใครที่อ่านอย่างนี้ ในที่สุดจะต้องเก่งไวยากรณ์อังกฤษอย่างธรรมชาติ และจะเก่งเร็วกว่าเด็กที่ท่องกฏจากตำราเพียงอย่างเดียว

เมื่อก่อนผมซื้อหนังสือที่ได้รับรางวัลซีไรท์ของไทยทุกเล่มมาอ่าน ผมก็ได้ความรู้ทางด้านทำนอง ลีลา วิธีเรียงประโยคอย่างถูกต้อง ยิ่งมากกว่าตำราสอนภาษาไทยอีก ยอมรับว่าหลายเล่มผมอ่านไม่รู้เรื่องแต่หลายเล่มก็รู้เรื่องเหมือนกัน ทำอย่างนี้สิครับ หาหนังสือดี ๆ ง่าย ๆ เป็นภาษาอังกฤษมาอ่าน เมื่อเริ่มรู้เรื่องก็ หันมาดูกฏไวยากรณ์ได้

เมื่อหลายปีที่แล้วผมก็เขียนหนังสือชื่อ วิธีพูดภาษาอังกฤษเหมือนฝรั่ง ที่ผมรวบรวมกฏสิบข้อที่ผมแนะนำให้ใช้เพื่อให้คุณเก่งการสนทนาภาษาอังกฤษ ใครจะไปเชื่อว่า หนังสือเล่มนั้นขึ้นอันดับหนึ่งหนังสือขายดีมาหลายสัปดาห์ ยอดขายตอนนี้ทะลุ 250,000 เล่ม และยังมียอดขายจนถึงวันนี้ครับ ถ้ามีเวลาก็รีบหาที่ร้านหนังสือเพราะมีข้อแนะนำมากมายที่น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับคุณ ดาวน์โหลดเป็น e-book ทางอินเตอร์เน็ตได้แล้ว นอกจากประโยชน์นั้นถ้าชื้อเยอะผมก็จะได้ผ่อนบ้านให้สำเร็จ ทำให้ทั้งสองฝ่ายมีความสุขครับ

แต่จากประสบการณ์ที่ผมได้จากการเรียนภาษาไทยผมพร้อมที่จะนำเสนอที่ผมเรียกว่า The Daily Five หรือ สิ่งห้าอย่างที่คุณต้องทำทุกวัน ใช่แล้ว ทุกวัน แต่ละอย่างใช้เวลา 10 นาทีถึงครึ่งชั่วโมง แต่ขอร้องเถอะ ทำทุกอย่างโดยไม่มีการพึมพำว่ามันยาก ทำไม่ได้ เกินความสามารถของฉัน ตกลงกันไหม


ต่อไปนี้คือห้าอย่างนั้นครับ

 

1. Read the newspaper every day

หมายถึง อ่านหนังสือพิมพ์ทุกวัน สามารถเลือกระหว่าง Bangkok Post หรือ The Nation หรือสื่อ online เช่น www.cnn.com หรือ www.bbcnews.com แต่ผมว่า Bangkok Post หรือ Nation ดีที่สุดครับ

เพราะอะไร ก็เพราะว่าสองฉบับนี้ลงข่าวชิ้นเดียวกับหนังสือพิมพ์ไทย

สมมติว่าเที่ยงวันนี้ผมแก้ผ้าวิ่งกลางถนนสีลมพร้อมตะโกนร้องเพลง ลูกเทวดา คืนนี้ข่าวนี้ต้องมีนักข่าวช่องเจ็ดรายงานสดจากหน้าพัฒน์พงษ์เลย เย็น ๆ ก็หนังสือพิมพ์ ไทยรัฐ เดลี่นิวส์ คมชัดลึก ต้องออกข่าวหน้าหนึ่ง พาดหัวข่าวใหญ่เช่น “แอนดรูว์อาลาวาด! วิ่งสีลมเปลือยกาย” “แอนดรูว์เพี้ยน ร้องเพลงเพี้ยนด้วย” คืนนี้คุณกิตติคงรายงานข่าวทางช่องสาม พรุ่งนี้เช้าสรยุทธ์ก็เล่า

ทั้งหมดนี้เป็นภาษาไทย คุณรู้เรื่อองนี้อย่างดี ในที่สุดคุณหาหนังสือพิมพ์ฝรั่ง หาข่าวชิ้นนี้และก็อ่าน ชึ่งอาจมีพาดหัวข่าวเช่น

Naked Andrew goes crazy on Silom!

ผมแนะนำให้อ่านข่าวชิ้นนี้โดยไม่จำเป็นเปิดพจนานุกรมกับทุกคำที่ไม่รู้จัก แต่อาศัยสามันสำนึกแทน คุณก็รู้เรื่องรายละเอียดข่าวนี้แล้ว คุณก็เดาความหมายได้ อย่างเช่นดูพาดหัวข่าวที่ผมสมมติอขึ้นมาเมื่อสักครู่นี้ครับ ประธานคือ Naked Andrew แค่คุณอาจไม่เคยเห็นคำว่า naked มาก่อน แต่คุณสามารถเดาความหมายได้จากบริบทเพราะ ในข่าวนี้ผมแก้ผ้าหมด น่าจะเดาว่า naked คือการแก้ผ้า เปลือยกาย … ซึ่งเป็นการเดาที่ถูกต้อง

ส่วน goes crazy ในพาดหัวนี้น่าจะเป็นกริยาที่เกี่ยวข้องกับความหมายว่า ทำตัวเหมือนคนบ้า หรืออาลาวาด ซึ่งถูกเหมือนกัน เห็นไหมล่ะ รู้ข่าวมาก่อนทำให้คุณเดาความหมานได้ง่ายขึ้น

เสน่ห์ของหนังสือพิมพ์ฝรั่งในประเทศไทยคือเขารายงานข่าวที่คุณรู้อยู่แล้ว อยู่ใกล้ชิดกับชีวิตคุณด้วยทำให้เข้าใจง่ายขึ้นครับ

สมัยที่ผมเรียนภาษาไทยผมก็เริ่มอ่านหนังสือพิมพ์ไทยทุกวัน วันละ 15 นาทีเท่านั้น ในช่วงแรกผมงงกับตัวย่อทั้งหลาย งงกับศัพท์แสลงที่ปรากฏอยู่หน้าหนึ่ง งงกับโครงสร้างประโยคที่กระชับรัดกุม ผมเลยเริ่มต้นกับพาดหัวข่าวอย่างเดียว โดยในช่วงแรกอ่านและแทบจะไม่รู้เรื่อง แต่พออ่านเสร็จแล้วถามตัวเองว่า “คุณคิดว่าข่าวชิ้นนี้เกี่ยวกับอะไร” ทราบไหมครับ ส่วนใหญ่จะเดาถูกครับ

 ตอนนั้นผมหาข่าวจากต่างประเทศที่รู้เรื่องแล้ว และก็อ่านเป็นภาษาไทย เริ่มเข้าใจการอ่านทีละเล็กละน้อย เริ่มเข้าใจว่า โครงสร้างประโยคที่ใช้ในหนังสือพิมพ์ไทยมักจะคล้าย ๆ กันหมด เหมือนจะเป็นสูตรที่นักข่าวใช้ในการเขียนข่าว คำศัพท์กลับมาซ้ำ ๆ ตลอดจนบางครั้งเปิดพจนานุกรมเพราะเจอศัพท์นั้นบ่อย แต่ผมอาศัย “verb to เดา” ก่อนทุกครั้งก่อนเปิดพจนานุกรมครับ

        อาชีพผมเดิมเป็นนักหนังสือพิมพ์ครับ ตอนฝึกถูกสอนว่า เวลาเขียนข่าวนั้นต้องเขียนโดยใช้ภาษาง่ายขนาดเด็กอายุ 14 ปีสามารถอ่านรู้เรื่องได้ หนังสือพมพ์ฝรั่งจึงไม่ค่อยได้ใช้ภาษาที่สูงนัก ถ้าอ่านหนังสือพิมพ์ฝรั่งทุกวันคุณจะค้นพบสิ่งน่าสนใจเหมือนผมนั่นคือ คำศัพท์ที่เราใช้กลับมาซ้ำ ๆ ตลอดเวลา โครงสร้างประโยคก็คล้าย ๆ กันหมด แม้โครงเรื่องก็เหมือนเดิมทุกครั้ง

ช่วงแรกจะงง แต่อ่านไปเรื่อย ๆ อีกไม่นานจะเห็นว่ามันซ้ำ ๆ ทำให้คุณคอย ๆ รู้เรื่อง คุณจะต้องไว้ใจผมในข้อมูลนี้เพราะผมเองเคยผ่านช่วงที่คุณกำลังอาศัยอยู่คือ ช่วงงงกับภาษาที่ไม่เป็นภาษาแม่ของเรา แต่ผมทำไปเรื่อย ๆ จนถึงข้อมูลบนหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์ไทยเริ่มกระจางชัดขึ้น

ข้อบังคับที่เกี่ยวกับการอ่านหนังสือพิมพ์ฝรั่งมี 4 คำแนะนำดังนี้ครับ

1. อย่าอ่านทั้งฉบับนะครับ แหมแต่ละวันมีเพียง 24 ชั่วโมงเท่านั้น ทำเหมือนเจ้าของภาษาและเลือกข่าวสักชิ้นหนึงที่น่าสนใจในสายตาคุณ คุณเป็นแฟนทีมแมนยูก็รีบไปหน้ากีฬา ชอบ เลดี้กาก้า ก็ไปหน้าบันเทิง อยากรู้ว่านักการเมืองในประเทศนี้กำลังทำอะไรที่ไม่ถูกก็หน้าหนึ่งมักจะมีข่าวอย่างนี้ แต่ช่วงแรก ๆ ก็เลือกข่าวชิ้นเดียวน่าจะพอ

2. อ่านไม่เกิด 10-15 นาทีครับต่อวันครับ ชีวิตเรายุ่ง ไม่อยากให้งานหรือกิจกรรมอื่น ๆ ในชีวิตประจำวันของคุณเสียเพราะอ่านหนังสือพิมพ์ฝรั่งนานเกินไป

3. ข่าวชิ้นนั้นอ่านเพียงย่อหน้าแรกน่าจะรู้ข้อมูลสำคัญกันหมด นี่คือไสตล์ของหนังสือพิมพ์ฝรั่งที่เหมือนหนังสือพิมพ์ไทยคือ ข้อมูลสำคัญที่สุดต้องอยู่ย่อหน้าแรก

ขอยกตัวอย่างครับ ดูข้อมูลดังต่อไปนี้ครับ

        เมื่อวานสมชายตื่นตอนหกโมง

        อาบน้ำอำลาแฟนขับรถไปทำงาน

        ระหว่างทางเกิดอุปัติเหตุทางรถยนต์

        สมชายชนผู้หญิงซึ่งผู้หญิงคนนั้นเสียชีวิตทันที

        สมชานเสียใจจนโทรหาแฟนร้องให้

        ตำรวจมา จับกุมสมชาย

นี่คือการเล่าเรื่องตามลำดับหรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า chronological order (คำยาวนั้นออกเสียงว่า ครอ-นอ-ลอ-จิ-คึล) ชึ่งหนังสือพิมพ์ ไม่ว่าจะเป็นไทยหรืออังกฤษ ไม่เล่าอเรื่องย่างนี้ เขาจะดึงข้อมูลสำคัญที่สุดมาใช้เป็นข้อหน้าแรก ข้อมูลรองก็อยู่ย่อหน้าสอง ส่วนการเริ่มเล่าเรื่องตามลำดับน่าจะเริ่มในย่อหน้าที่สี่หรือหาหรือหก

ในข่าวสมชายนั้นย่อหน้าแรกต้องเป็นประมาณว่า

เกิดอุบัติเหตุบนทางด่วน หญิงตายหนึ่งคน จับกุมชายหนุ่มขัลรถประหมาด

(แล้วในกรณีที่ผู้หญิงคนนั้นมีชื่อเสียง อาจเป็นดาราดัง เรื่องราวเกี่ยวกับสมชายอย่างที่เล่าในโครงเรื่องตามลำดับนั้นแทบจะหายไปหมด คงไม่มีการพูดถึงสมชายนอกเสียจากว่าตำรวจจับเขา เพราะการที่ดาราเสียชีวิตนั้นถือว่าน่าสนใจมากกว่าข่าวที่ชายหนุ่มไม่ดังชนรถคันอื่น)

การเขียนข่าวอย่างนี้เราเรียกว่า inverted pyramid หรือ สามเหลี่ยมกลับหัว ข้อมูลสำคัญที่สุดอมาก่อน และค่อย ๆ ลงมาเรื่อย ๆ ตามความสำคัญ เพื่อเร้าใจผู้อ่าน และเพื่ออำนวยความสะดวกในการตัดเรื่องหามันยาวไและพื้นที่ไม่พอลเพื่อลงหมด (ปัญหาประจำในการจัดหน้าหนังสือพิมพ์)

ข้อมูลสำคัญนั้นควรครบทุกคำถามคือ who (ใคร) what (ทำอะไร) when (ตอนกี่โมง) where (ที่ไหน) why (เพราะอะไร) how (โดยใช้วิธีใด) เด็กเอกสื่อสารมวลชนรู้เรื่องนี้อย่างดี

สรุปว่าอ่านเพียงย่อหน้าหนึ่งถึงสามน่าจะพอกับข่าวแต่ละชิ้น นี่คือวิธีขาวต่างชาติอ่านหนังสือพิมพ์ของเขาเองครับ ไม่จำเป็นต้องอ่านให้หมด แค่จับประเด็นสำคัญก็พอ

4. พาดหัวข่าวฝรั่งมีเคล็ดลับในการอ่าน

นั่นคือ

4.1 มักจะละทิ้ง verb to be คือ is, am, are, was, were เพราะถือว่าเป็นคำฟุ่มเฟือย เช่น

PM sick

ที่จริงพาดหัวนี้คือ PM is sick หรือ นายกรัฐมนตรีป่วย แต่ is ถือว่าเราเข้าใจแล้ว พื้นที่จำกัดต้องทำทุกวิธีทางเพื่อประหยัดพื้นที่ เลยตัด is ออก (ไม่ได้หมายความว่าคุณสามารถไม่พูด หรือไม่ใช้ verb to be เวลาพูดหรือเขียนสิครับ!)

การใช้ verb to be ใน passive voice ก็เหมือนกันครับ เช่น

Dog bitten by man

พาดหัวนี้คือ Dog is bitten by a man แต่เราตัด is ออกจากโครงสร้าง passive voice (to be bitten = ถูกกัด) ความหมายของพาดหัวข่าวนี้คือ หมาโดนผู้ชายกัด ถือว่าเป็นข่าวน่าสนใจมากกว่า ผู้ชายโดนหมากัด

เพื่อประหยัดพื้นที่ พาดหัวข่าวฝรั่งตัด a กับ the ออกเช่นกันครับ

4.2 อัญประกากหมายถึง ความคิดเห็น ไม่ใช่ข้อเท็จจริง

อย่างเช่นพาดหัวข่าวอย่างนี้

Andrew is “most handsome farang in Thailand”

ความหมายคือ มีคนออกความคิดเห็นว่า แอนดรูว์เป็นฝรั่งรูปหล่อที่สุดในประเทศไทย มันไม่ใช่ข้อเท็จจริง (แน่นอนอยู่แล้ว) เป็นข้อมูลที่มีคนอ้างว่าจริง จึงจะใช้อัญประกาศ

4.3. พาดหัวอยู่ใน present tense แต่เนื่อเรื่องอยู่ในรูป past tense

เรามักจะเขียนพาดหัวข่าวในรูปปัจจุบัลการ เพื่อเน้นความทันสมับของข่าว เหมือนกับว่ามันกำลังจะเกิดขึ้น ฌ บัดนี้ แต่เนื้อเรื่องจะเล่าข่าวในรูปอดีตกาล เพราะที่จริงแล้วเหตุการณ์ทุกเหตุการณ์ที่ได้ผ่านไปก็อยู่ในอดีต จำเป็นต้องเล่าในอดีต

4.4. ตัวย่อเพียบ

พาดหัวข่าวฝรั่งชอบใช้ตัวย่อเหมือนพาดหัวข่าวไทย เช่น PM คือ Prime Minister หรือ นายกรัฐมนตรี BMA คือ Bangkok Metropolitan Administration หรือ กทม. ของเรา หรือ Govt คือ Government หรือ รัฐบาล ถ้าไม่แน่ใจว่ามันย่อมาจากอะไรก็ลองอ่านเนื้อข่าว ชื่อเต็มของตัวย่อนั้นน่าจะอยู่ย่อหน้าที่หนึ่งหรือสองครับ

4.5 การใช้ colon หรือ : เป็นการอ้างถึงแหล่งข้อมูล

อย่างเช่น

Survey: Andrew most handsome farang

หมายถึง ผลการสำรวจปรากฏว่า แอนดรูว์เป็นฝรั่งรูปหล่อที่สุด หรือ

Andrew: I’m excited to be most handsome farang

ความหมายคือ แอนดรูว์บอกว่าตื่นเต้นที่ได้รับโหวดเป็นฝรั่งรูปหล่อที่สุด

ฝันไปเถอะน่ะแอนดรูว์

สิ่งสุดท้ายที่ผมอยากจะฝากกับหัวข้อนี้คือ ยุคนี้หนังสือพิมพ์หลายฉบับกำลังหายไป เนื้องจากความเปลี่ยนแปลงทางเท็คโนโลยี คนส่วนใหญ่ได้ข่าวมาจากโทรทัศน์ หรืออินเตอร์เน้ต ผมอยากให้คุณสนับสนุน Bangkok Post กับ Nation โดยสมัครเป็นสมาชิก หรือซื้อจากแผง แต่ในกรณีที่ไม่สามารถซื้อได้ ก็สามารถอ่านข่าวได้จากเว็บไซท์ของเขา Bangkok Post จะหาได้ที่ www.bangkokpost.com ส่วนเนชั่นก็ไปที่ www.nationmultimedia.com แต่ขอย้ำว่า ชื้อก็ดีครับ ผมเองเป็นสมาชิกทั้งสองฉบัยส่งที่บ้าน คุณก็น่าจะเป็นเหมือนกัน

 

2. Watch Movies and TV Shows … but no Thai!

วันที่สามที่ผมอยู่เมืองไทยอากาศร้อนขนาดคิดจะเป็นลม ตอนนั้นอยู่แถวสยามสแควร์ ผมหนีี้แดดโดยเข้ามาบุญครอง (สมัยนั้นไม่มีเรียก MBK นะครับ นี่คือยุคโยราณที่คนไทยยังภูมิใจภาษาของเขาเอง ไม่คิดจะทำลายชื่อโดยย่อเป็นสามตัวอักษรฝรั่ง)

ผมสังเกตว่าชั้นหนึ่งตอนนั้นมีโรงหนังขนาดเล็กที่น่าจะมีเครื่องแอร์ ผมเลยซื้อบัตรไปนั่งคนเดียวและดูภาพยนตร์ซึ่งจำชื่อไม่ได้ ผมนั่งพักผ่อนดูเรื่องโดยฟังภาษาไทยไม่รู้เรื่อง รู้แต่ “ขอบคุณคะ” ที่นางเอกพูดในบางฉาก แต่ถึงแม้ว่าฟังไม่ออก ผมก็ยังเดาเนื้อเรื่องได้ สามารถเดาความหมายของแต่ละฉาก ใครเป็นพระเอก นางเอก มารร้าย จึงจำเป็นต้องดูเรื่องนั้นให้จบ

ผมอยากให้คุณทำอย่างนี้กับหนังฝรั่ง

โอกาสหน้าที่จะซื้อหรือเช่าดีวีดีหนังฮอลลีวูด หรือขอยืมจากเพื่อน (ซึ่งถ้าเรื่องมันส์ก็ลืมคืน) และเปิดตลับ นำแผ่นเข้าเครื่องเล่นดีวีดีของคุณ ใส่เสร็จแล้วก็หยิบรีโมท ไปกดที่เมนู …

… ห้าม

… ห้ามโดยเด็ดขาด …

... ห้ามไปที่ “ภาษา” และกด “ภาษาไทย”

ผมไม่ต้องการที่จะมี แบรดพิทท์ หรือ แอนเจลีนาโจลี มีภาษาไทยออกจากปากพวกเขา ยิ่งไปกว่านั้นอีก ผมไม่ต้องการภาษาไทยวิ่งส่วนล่างของจอ แม้ภาษาอังกฤษวิ่งก็ไม่เอา ทุกคน … หยุดวิ่งซะ

เข้าใจไหมครับ ผมอยากให้คุณชมภาพยนตร์เรื่องนั้นด้วยสายตา และหู ไม่ต้องการที่จะให้คุณอ่านอะไร

คนไทยนี่แปลก แทบจะไม่มีใครดูหนัง มีแต่คน “อ่าน” หนังครับ ที่จริงเวลาชวนใครไปดูหนังคนไทยน่าจะบอกว่า “ไปอ่านหนังกันไหม” เพราะตราบใดที่มีตัววิ่งข้างล่าง ก็ไม่มีใครสนใจการฟัง ยิ่งภาษาอังกฤษที่ออกจากปากพวกนักแสดง

ลองอ่านซับภาษาไทยพร้อม ๆ ฟังภาษาอังกฤษ สมองมนุษย์เรารับทั้งสองวิธีไม่ได้ นี่คือสาเหตุเวลาต้องนำเสนออะไรโดยใช้ พาวเวอร์พอยน์ท นั้นไม่ควรมีคำศัพท์มากมายบนจอ เพราะมนุษย์เราจะเลือกที่จะอ่านหรือฟัง ทำทั้งสองอย่างพร้อม ๆ กันไม่เป็น

ถ้าคุณอยากเก่งภาษาอังก คุณต้องเริ่มต้นถนัดการฟังก่อน และวิธีหนึ่งที่จะช่วยคุณฟังเก่งขึ้นคือ ชมหนังโดยไม่มีภาษาไทย ไม่มีซับภาษาไทย แม้ไม่มีซับภาษาอังกฤษ

ถ้าทำตามที่ผมแนะนำ รับรองว่า หนังเรื่องแรกคุณจะงงสุดขีด

ใช่แล้ว จะนั่งชมหนังด้วยหน้านิ่วคิ้วตลอด ตอนจบคงบ่นว่า “แหม เข้าใจไม่ถึง 10 เปอร์เซนท์ของเรื่อง”

เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของสิ่งที่ผมย้ำมาหลายรอบแล้วว่า ทัศนคติที่ถูกคือครึ่งหนึ่งในการที่จะเก่งภาษาอังกฤษ รู้ไหม ถ้าเข้าใจเพียงร้อบละสิบของเรื่องนั้นถือว่าดี! เป็นการเริ่มต้นที่ดีมาก เรื่องต่อไปคุณจะเข้าใจ 12 เปอร์เซ็นท์ เรื่องที่สามจะเข้าใจ 13.5 เปอร์เซนท์ เรื่องที่สี่ก็ 15 เปอร์เซนท์ นี่แหละครับ การพัฒนา นี่คือวิธีที่จะเพิ่มทักษะการฟัง

ถ้าคุณชมหนังอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ สิ่งมหัศจรรย์จะเกิดขึ้นอีกไม่นาน นั่นคือ คุณจะเริ่มฟังรู้เรื่อง จะเริ่มจักคำ และโครงสร้างประโยค ที่ฝรั่งใช้บ่อย

เช่นเดียวกับการรายการข่าวทางโทรทัศน์หรือวิทยุ ฟังไปเรื่อย ๆ ครับ และเล่นเกมคือ จับคำที่รู้จัก แค่นี้ ห้ามรู้สึกผิดหวังกับการที่ฟังทั้งหมดไม่รู้เรื่อง ภาษาอังกฤษเต็มไปด้วยศัพท์เล็ก ๆ น้อย ๆ แต่ไม่จำเป็นต้องเข้าใจทุกคำ แค่จับประเด็นหลักก็พอ

เมื่อผมแนะนำอย่างนี้คนไทยมักจะต่อต้านผมโดยบอกสองอย่างคือ

1. ฝรั่งพูดเร็วมากเวลารายงานข่าว นี่คือเรื่องจริง แต่ผมมีอะไรจะบอกคุณครับ … คือ คนไทยก็เหมือนกัน! สมัยที่ผมเรียนภาษาไทยผมเคยคิดอย่างคุณ ช่วงแรก ๆ ที่นั่งดูรายการข่าวทางทีวีไทยผมก็งงเหมือนกัน ไม่น่าเชื่อว่าเขาพูดเร็วขนาดนี้ “โอโห ไม่มีวันที่ผมสามารตามทันได้” ผมเคยคิด แต่ดูสิครับ ไม่ใช่ว่าตอนนี้ผมก็ฟังรู้เรื่องหมดแล้ว … แถมผมเองเป็นหนึ่งในกลุ่มนั้นที่รายงานข่าวอย่างเร็ว! ชีวิตนี้ช่างจะตลกดี!

ขอพูดอีกที อย่ากังวลเรื่องที่ว่าฟังไม่รู้เรื่อง เป็นการกังวลที่ทุกคนรู้สึกเวลาฝึกภาษาที่สองครับ แต่ฟังไปเรื่อย ๆ ครับ จุดประสงค์ในช่วงแรกไม่ใช่ว่าต้องเข้าใจ แต่อยากให้หูคุณมีประสบการณ์กับการฟังอังกฤษ และจะเห็นเองว่าอีกไม่นานจะเริ่มฟังรู้เรื่อง และในวันนั้นผมเชื่อว่าคุณจะเกิดความรู้สึกอยากวิ่งมาหาผมเพื่อกอดอย่างแน่น

2. “ในหนังฮอลลีวูดศัพท์สแลงเยอะ” ถูกต้องแล้วครับ ยิ่งจากอเมริกาบางครั้งเขาพูดอะไรไม่รู้ โชคดีที่เวลาผมฟังไม่ทันผมก็สามารถรีบอ่านซับภาษาไทยเพื่อเข้าใจเรื่อง เห็นไหมล่ะ ผมในฐานะเป็นฝรั่งร้อยเปอร์เซนท์ (ยกเว้นหัวใจ รู้สึกกลายเป็นไทยตั้งนานแล้ว) ก็ยังไม่เข้าใจที่เขาพูดแบบทั้งหมด แต่ผมก็สามารถเดาความหมายได้

ถึงเวลาที่คุณจะต้องใจเย็น ๆ สักนิดกับการฟังหนังและรายการทีวีของฝรั่ง เพราะถ้าอยากเก่งภาษาอังกฤษผมว่าต้องเริ่มกับการฟังก่อน เมื่อฟังรู้เรื่องก็ ถึงเวลามีอะไรออกจากปากของคุณ และพูดถึงปากของคุณแล้วก็ …

 

3. Sing!

ผมเล่าให้คุณฟังแล้ว สมัยที่ผมจมน้ำภาษาไทยผมก็เปิดฟังวิทยุทุกโอกาศ หาคลื่อนเพลงไทยและฟังตลอด ร้องตามเพลงไทยเพราะสนุก และได้ศัพท์แสลงมากมาย

ผมมาเมืองไทยไม่ทันเพลง Welcome To Thailand ของคาราบาวรู้สึกเพิ่งจะขึ้นอันดับเพลงไม่กี่ปีก่อนที่ผมมา แต่ก็ยังนิมอยู่ในปีแรกที่มาเมืองไทย โดยที่เขาร้องว่า

“Tom Tom, where you go last night?”

“I like เมืองไทย I like Patpong.”

ซึ่งพอฟังแล้งหงุดหงิดอยู่สามประการคือ ก. ที่ถูกคือ Where did you go? ไม่ใช่ Where you go? คำว่า did หายไปไหนล่ะแอ๊ด ข. ไม่มีฝรั่งที่รู้จักคำว่า เมืองไทย ก็เลยคนที่เลียนเสียงฝรั่งโดยร้องว่า “I like เมืองไทย” ก็ไม่ธรรมชาติ และที่สำคัญที่สุดคือ ค. ไม่ใช่ว่าฝรั่งทุกคนที่มาเมืองไทยไปอุดหนุนพัฒน์พงศ์อย่างที่เขาร้อง ฝรั่งบางคนนั่งที่บ้านทุกคืนท่องคำศัพท์ภาษาไทยเพื่อเก่งภาษานั้น wได้กลิ่นของ ฝรั่งน้อยใจ หรือยัง

ในช่วงหนึ่งสองปีแรกที่มาเมืองไทยมีเพลงมากมายที่ช่วยผมเข้าใจภาษาไทยอย่างดี ซึ่งเรื่องนี้เล่าให้ฟังแล้ว แถมช่วยเปิดเผยให้เห็นถึงค่านิยมวัฒนธรรมของคนไทย เช่น

·       “ไม่อ้วนเอาเท่าไร” ของ มาลีลา บราซิลเลีย ทำให้เราเข้าใจว่าสาวไทยไม่ชอบพกแฟนรูปร่างท้วม นอกเสียจากว่าแฟนนั้นเป็นเศรษฐีพันล้าน อ้วนเท่าไรก็รับได้

·       หมื่นล้านเพลง ของบิลลี่โอแกน ทำให้ผมเข้าใจถึงการนับเลข (ลาออก ของบิลลี่โอแกน ก็สอยนวิธีแก้แค้นเจ้าน

·       “5 กอ 5 ยอ” ของ เทียรี่ย์ สอนให้เราเข้าใจวิธีย่อคำในภาษาไทย (แถมสอนคำว่า เกือก หลังจากที่ตำราสอนภาษาไทยระเคยระบุว่าต้องเรียกว่า รองเท้า แหมตำราวิชาการล่ะ ไว้ใจไม่ได้หรอก)

·       “ยินดีไม่มีปัญหา” ของอัศนีย์ วศัน ได้เรียนรู้การทักทายที่ถูกต้อง และวัฒนธรรมไทยที่ว่าคนไทยพูดว่า ไม่มีปัญหา ในทุกสถานการณ์รวมถึงกรณีฉุกเฉินที่สุด

·       “สุด ๆ ไปเลย” ของ ไมโคร ทำให้ผมเข้าใจถึงวิธีการใช้คำว่า เลย เพราะเท่าที่จำได้ทุกเพลงในอัลปัมนั้นลงท้ายด้วยคำว่า เลย (เป็นคำที่ฝรั่งออกเสียงยากมาก เพราะภาษาอังกฤษไม่มีสระ เอย เรามักจะออกเสียง เลย ว่า ลอย)

11 พฤศจิกายน 2558 | 4,860 views